Browse Month: กรกฎาคม 2020

ตำรวจได้หลักฐานเชื่อมโยงมือปืน ยิงวิน จยย. ดับกลางวันแสกๆ ยังอุบรายละเอียด

ยิงวิน จากกรณีเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 63 ที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนขนาด 11 มม. ยิงเข้าที่บริเวณเบ้าตาทะลุด้านหลังศีรษะ ของนายประทุม อายุ 47 ปี วิน จยย.รับจ้าง หลังรับลูกค้าจากบริเวณแหลมบาลีฮาย เมืองพัทยามาส่งหลังโรงเรียนเมืองพัทยา 8 ภายในซอย 17 เสียขีวิต เบื้องต้นคาดสาเหตุหนี้สิน ปัญหาส่วนตัว ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

เมื่อวานนี้ (29 กรกฎาคม 63) พ.ต.อ.เขทรินทร์ พิศมัย ผกก.สภ.เมืองพัทยา พ.ต.ท.จีระพล ประพันธ์จันทร์ รอง ผกก. สส. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ประชุมสรุปความคืบหน้าเกี่ยวกับการติดตามจับกุมคนร้าย โดยมีการสรุปเส้นทางต่างๆที่ใช้ก่อเหตุ จนถึงเส้นทางการหลบหนีหลังก่อเหตุ และสรุปเรื่องต่างๆไม่ว่าจะเป็นพยานที่เกี่ยวข้อง โดยใช้เวลาประมาณ 1ชม. ในการประชุม

อ่านต่อ

ลุงป่วยโรคสะเก็ดเงินสุดทรมาน ลูกเมียทิ้งอยู่ลำพัง เล่าจุดเริ่มต้นสิวขึ้นหน้าแล้วบีบ

ลุงป่วย โรคสะเก็ดเงินสุดทรมาน เล่าจุดเริ่มต้นหน้าเป็นสิวแล้วบีบ ลูกเมียทิ้งอยู่ลำพังอย่างยากลำบาก

เมื่อวันนี้ (28 กรกฎาคม 63) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า ที่บ้านเลขที่ 33/1 หมู่ 8 ต.ท่าข้าม อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ มีคนป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงินทั้งตัว ได้รับความทรมานเป็นอย่างมาก อาศัยอยู่บ้านที่ทรุดโทรมเพียงคนเดียว อีกทั้งมีความเป็นอยู่ที่ยากจน วอนผู้ใจบุญช่วยเหลือ

จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบนายสมพงษ์ ศรีดา อายุ 62 ปี อาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว ซึ่งมีลักษณะคล้ายกระท่อม ยกพื้นสูง หลังคาและฝาบ้านรั่วเป็นรูหลายแห่ง ห้องน้ำอยู่ภายในบ้าน ที่แทบจะไม่สามารถปกปิดอะไรได้เลย ส่วนตัวของนายสมพงษ์มีผื่นและผิวหนังลอกทั่วทั้งตัว ขณะคุยกับผู้สื่อข่าวก็มีการเกาอยู่ตลอดเวลา โดยเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อก่อนตนมีภรรยาและลูก 1 คน หลังจากที่ตนป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงินก็ได้แยกทางกับภรรยามากว่า 30 ปีแล้ว ส่วนลูกก็แยกไปมีครอบครัว และไม่เคยมาเยี่ยมหรือดูแลเลย

ลุงป่วย ก่อนที่จะเป็นโรคสะเก็ดเงินนั้น เป็นสิวที่บริเวณใบหน้าจึงใช้มือบีบ แต่ก็ไม่หายไป และเกิดอาการคัน ต่อมาผิวหนังเกิดลอกตามจุดต่างๆ และมีอาการคันตลอดเวลา จนลุกลามไปทั่วทั้งตัว ตนจึงไปหาหมอและพบว่าเป็นโรคสะเก็ดเงิน ได้ยามาทาและกิน แต่อาการก็ยังไม่ทุเลา ได้รับความทรมานมาก ทั้งคันทั้งปวดตามร่างกาย โดยเฉพาะในฤดูหนาวอาการคันและปวดจะรุนแรงมาก เพราะอากาศแห้งผิวหนังจึงแตกและลอกง่าย ตนก็ทำได้เพียงหาซื้อน้ำมันมะกอกมาชโลมตัวไว้ตลอดเวลา ทุกวันนี้หลังอาบน้ำก็ต้องใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว โดยที่ไม่ต้องเช็ดตัว เพื่อให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้นให้นานที่สุด ก่อนนอนก็เช่นเดียวกันก็ต้องอาบน้ำแล้วใส่เสื้อและรีบนอน ขณะที่ผิวหนังยังชื้นอยู่ ไม่เช่นนั้นจะเกิดอาการคันและนอนไม่หลับเลย

นายสมพงษ์ เปิดเผยอีกว่า ตอนนี้ตนไม่กล้าไปที่ไหนเพราะถูกรังเกียจ นั่งรถโดยสารประจำทางก็ไม่ได้ ไม่มีใครมาจ้างทำงานหรือทำงานด้วย ปัจจุบันลำบากมาก มีรายได้จากเงินผู้สูงอายุ 600 บาท เงินคนพิการ 800 บาท รวมเป็น 1,400 บาท แทบจะไม่พอใช้ เพราะต้องซื้อข้าวปลาอาหาร ซื้อน้ำกิน ซื้อยาทา แต่ก็ยังดีที่มีพี่สาวคอยแบ่งปันอาหารมาให้บ้าง จึงอยากจะขอความเมตตาจากผู้ใจบุญให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะด้านไหนก็ตาม แต่ความหวังสูงสุด คือ อยากจะได้หมอหรือยาดีๆ มาช่วยรักษาให้หาย แต่ถ้าไม่มีจริงๆ ตนก็พร้อมที่จะบริจาคร่างกายเพื่อให้หมอนำไปค้นคว้าและหาทางรักษาโรคนี้ เพื่อที่จะไม่ให้เกิดโรคนี้กับใครอีกต่อไป

อ่านต่อ

“ประวิตร” ชี้น้องชายไม่เกี่ยวคดี “บอส อยู่วิทยา” เงินบริจาค 300 ล้านก็เหมือนที่เจ้าสัวคนอื่นให้

“พล.อ.ประวิตร” ป้องน้องชาย ไม่เกี่ยว “บอส อยู่วิทยา” หลุดคดี ลั่นตระกูลวงษ์สุวรรณ ไม่รู้จักตระกูลอยู่วิทยา แจงเงินบริจาครัฐบาล 300 ล้าน เป็นเพียงเงินช่วยเหลือเหมือนเจ้าสัวคนอื่น

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทบริษัทเครื่องดื่มชูกำลัง ขับรถชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ เสียชีวิตเมื่อปี 2555 ทำให้สังคมเรียกร้องให้มีการเรียกร้องกระบวนการยุติธรรมว่า เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม องค์กรอัยการ และตำรวจจะต้องออกมาชี้แจง

ส่วนที่มีการโยงเรื่องนี้กับรัฐบาล พล.อ.ประวิตร ยืนยัน ตนเองไม่รู้จักกับนายวรยุทธ และเชื่อว่านักศึกษาจะไม่นำประเด็นนี้นำไปเป็นฉนวนการชุมนุม เพราะเรื่องนี้นายกรัฐมนตรี ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนแล้ว

ส่วนที่มีการกล่าวอ้างชื่อ พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานกรรมาธิการกฎหมายการยุติธรรม และ สิทธิมนุษยชน ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่แต่งตั้งในยุค คสช. ที่ได้ทำการตรวจสอบเรื่องนี้ และเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ได้กระทำความผิด และส่งเรื่องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด พล.อ.ประวิตรยืนยันว่า ตระกูลตนไม่รู้จักกับตระกูลเขา ย้ำว่า เขาไม่เคยมาขอความช่วยเหลืออะไร

อ่านต่อ

แห่ส่องเลขอ่างน้ำมนต์ “ไอ้ไข่-อาตี๋สำเภาทอง” วัดใหม่สี่หมื่นแน่นขนัด ให้โชคมา 6 งวดติดๆ

คอหวย แห่ส่องเลขอ่างน้ำมนต์ อาตี๋สำเภาทอง-ไอ้ไข่ วัดใหม่สี่หมื่น หลังถูกหวย 6 งวดติด

วันที่ (29 กรกฎาคม 63) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลา “อาตี๋สำเภาทอง และ ไอ้ไข่” ภายในวัดใหม่สี่หมื่น ตำบลสี่หมื่น อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เต็มไปด้วยบรรดานักเสี่ยงโชคที่ใช้ช่วงวันหยุดยาวเดินทางกันมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระพุทธรูป หลวงปู่ทวด รูปเหมือนอดีตเจ้าอาวาส เทพทันใจ พระพิฆเนศ และ ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ พร้อมด้วย อาตี๋สำเภาทอง” กันอย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะการมาส่องเลขเด็ดจากอ่างน้ำมนต์มังกร-พญาเต่าดูดทรัพย์ ที่ตั้งอยู่ด้านข้างรูปหล่อของ อาตี๋สำเภาทอง และ ไอ้ไข่ ที่มีการส่งบอกต่อกันผ่านโซเชียลว่ามีผู้ถูกรางวัลจากเลขภายในอ่างน้ำมนต์มาจำนวน 6 งวดติด ทำให้บรรยากาศที่ศาลาเป็นไปอย่างคึกคักตลอดทั้งวัน

โดยเมื่องวดที่ผ่านมาซึ่งมี คอหวย ต่างแห่กันมาส่องเลขเด็ดจากอ่างน้ำมนต์ ซึ่งมีเลขปรากฏที่ลอยในอ่างน้ำมนต์ จำนวน 6 ตัว คือ 3, 4, 5, 7, 8 และ 9 (6) ที่ลอยหมุนวน ผู้ที่มาแสวงโชคต่างพากันใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพภายในอ่างน้ำมนต์ ไปเสี่ยงโชคปรากฏตรงกับรางวัลงวดของวันที่ 16 ก.ค. รางวัลที่ 1 เลข 873286 และ เลขท้าย 2 ตัว หมายเลข 53 และ เลขท้าย 3 ตัว 494 ทำให้มีผู้ถูกรางวัลจำนวนมาก ทั้งในประเทศและต่างประเทศจนกลายเป็นที่เลื่องชื่อ

และมาในวันนี้ นักแสวงโชคได้เดินทางมาจากทั่วสารทิศ ได้นำ น้ำแดง ผลไม้ ของเล่นเด็ก ป๋องแป๋ง ไก่คู่ หนังสติ๊ก ดอกไม้ ธูป เทียน มากราบไหว้ขอพรและพร้อมทั้งขอเลขเด็ด จาก “อาตี๋สำเภาทอง และ ไอ้ไข่” ภายในวัดใหม่สี่หมื่น แห่งนี้ พร้อมทั้งหาเลขเด็ดด้วยการเขย่าติ้ว ตักเลขจากข้องใบยักษ์ และการจุดธูปเสียงหาตัวเลข ขณะที่บางรายจุดประทัดถวายและนำเลขจากหางประทัดไปเสี่ยงดวง แต่ที่พลาดไม่ได้คือ เลขที่ลอยในอ่างน้ำมนต์มังกร-พญาเต่าดูดทรัพย์ ที่ตั้งอยู่ด้านข้างรูปหล่อของ อาตี๋สำเภาทอง และ ไอ้ไข่ ที่ปรากฏเลข จำนวน 6 ตัว คือ 0, 4, 5, 7, 8 และ 9 (6) ที่ลอยหมุนวน และมีการจับกลุ่ม อาทิ 489 และเลขเดี่ยว 5 0 7

อ่านต่อ

ไฟไหม้โรงงานไฟเบอร์กลาส พนักงานทำโอทีเล่านาทีหนีตาย สูญเสียเพื่อนไป 1 คน

เจ้าของโรงงาน ไฟ เบอร์กลาสช็อก พนักงานถูกไฟคลอกดับ โรงงานเสียหาย 100% สูญเงิน 50 ล้าน

(28 กรกฎาคม 63) เกิดเหตุสลด ไฟ โหมไหม้โรงงานไฟเบอร์กลาส ต.บึงคำพล้อย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ตั้งแต่ช่วง 12.00 น. หลังเกิดเหตุไม่นาน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงในพื้นที่ ต.บึงคำพล้อย ก็ถึงที่เกิดเหตุ และเร่งระดมกำลังฉีดสกัดเพลิง ขณะนั้น มีพนักงานในโรงงานดังกล่าว แจ้งว่า มีคนติดค้างอยู่ด้านใน 3 คน เจ้าหน้าที่จึงทำการช่วยเหลือ และสามารถช่วยออกมาได้ 2 คน และรีบนำส่งโรงพยาบาล เนื่องจากทั้ง 2 ได้รับบาดเจ็บ แต่อีก 1 คนยังค้นหาไม่พบ

เพลิงปะทุไหม้รุนแรงขึ้นต่อเนื่อง การฉีดน้ำสกัดเพลิงของเจ้าหน้าที่ชุดแรก ประมาณ 4 – 5 คัน ไม่เป็นผล จึงต้องขอกำลังเสริม รถดับเพลิงจาก ต.บึงคำพล้อย และ จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย (ปภ.) กว่า 10 คัน มาเสริมกำลัง และรีบฉีดน้ำสกัดเพลิงไหม้โรงงาน จนกระทั่ง 14.00 น. เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมวงจำกัดของเพลิงได้ แต่ขณะนั้นหลังคาโรงงานเริ่มทรุดตัวลง ก่อนจะถล่มลงมา

ขณะที่เจ้าของโรงงานยังอยู่ในอาการช็อก และแสดงความเป็นห่วงอย่างมาก เมื่อรู้ว่ายังมีพนักงานติดค้างอยู่ด้านในโรงงาน เมื่อถามถึงความเสียหาย เจ้าของโรงงานบอกกลับทันทีว่า 100% ตอนนี้เงิน 50 ล้านหายไปกับกองไฟแล้ว

เข้าสู่ชั่วโมงที่ 3 เวลา 15.00 น. เศษ เพลิงสงบลง พบภาพสุดสลด ปรากฏต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ศพอยู่ไม่ห่างจากประตูทางออกมากนัก เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเบื้องต้นพบศพดังกล่าวเป็นเพศหญิง ก่อนจะมีเพื่อนพนักงาน ยืนยันว่า เธอคือ นางวรนุช อายุ 52 ปี เป็นพนักงานออฟฟิศ ทำงานอยู่ที่ชั้น 2

ในส่วนของสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้นั้น พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ร่วมกันตรวจสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้ คงต้องให้เวลากับเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานหาสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ว่าต้นเพลิงมาจากที่ใด อย่างไร หรือมีผู้ทำให้เกิดเหตุครั้งนี้หรือไม่ พร้อมกันนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้ฝากเเสดงความเสียใจกับญาติผู้เสียชีวิต และผู้ที่ได้รับผลกระทบกับเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้ และฝากขอบคุณเจ้าหน้าที่ร่วมปฏิบัติทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่ดูเเลช่วยเหลือประชาชน บรรเทาความเดือดร้อน และความเสียหายของผู้สูญเสีย

พนักงานที่มาทำงานในวันเกิดเหตุ เล่านาทีชีวิตให้ฟังว่า วันนี้ทั้งโรงงานมีพนักงานมาทำงานล่วงเวลา 21 คน ช่วงประมาณเที่ยง ขณะที่กำลังกินข้าวกันอยู่ ก็เกิดไฟไหม้ขึ้น ทุกคนต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันออกมา พอแน่ใจว่ารอดแล้ว จึงเช็คว่าออกมาจากโรงงานครบ 21 คนหรือเปล่า ก็พบว่าเพื่อนหายไป 3 คน จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ แต่สามารถช่วยออกมาได้ 2 คน เท่านั้น เพราะไฟไหม้อย่างรุนแรง

อ่านต่อ

แม่เลี้ยง เดี่ยวพาลูกชายวัย 17 มอบตัวเอี่ยวยิงคนตาย เผยลูกคนนี้เงียบๆ ไม่เคยเห็นมีปืน

แม่เลี้ยง เดี่ยวพาลูกชายวัย 17 มอบตัว หลังร่วมกับพวกยิงคนตาย เปิดใจเศร้าแม่ทุกคนรักลูกอยากให้ลูกเป็นคนดี

เมื่อวันที่ (28 กรกฎาคม 63) ที่สถานีตำรวจภูธรเมือง จ.ศรีสะเกษ พล.ต.ต. สันติ เหล่าประทาย ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ พร้อมด้วย พ.ต.อ. เทพพิทักษ์ แสงกล้า ผกก.สภ.เมืองศรีสะเกษ พ.ต.ท. ธานินทร์ อินทร์กอง รอง ผกก.(สอบสวน) ร่วมกันสอบปากคำเบื้องต้น เยาวชน อายุ 17 ปี ผู้ต้องหาคดีร่วมกันฆ่าคนตายหลังจากที่แม่พาเข้ามอบตัว พร้อมปืนลูกโม่ 1 กระบอกกระสุน 4 นัด ปลอกกระสุนยิงแล้วขนาดเดียวกัน 2 ปลอก

คืนวันที่ 27 กรกฎาคม 63 ได้มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง นายวีระยุทธ หรือ แม็ก อายุ 28 ปี พนักงานจ้าง อบต.หมากเขียบ เสียชีวิต ขณะซ้อนท้ายจักรยานยนต์ฮอนด้า เหตุเกิดที่ ถนนราชการรถไฟ 3 ต.เมืองใต้ อ.เมืองศรีสะเกษ หลังเกิดเหตุ พลตำรวจตรี สันติ เหล่าประทาย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ได้สั่งการให้ตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองศรีสะเกษ ลงพื้นที่ไล่ดูภาพจากกล้องวงจรปิดจากที่ต่างๆ จนทราบว่าผู้ก่อเหตุในครั้งนี้ คือเยาวชนอายุ 17 ปี

พ.ต.อ. เทพพิทักษ์ แสงกล้า ผกก.สภ.เมืองศรีสะเกษ กล่าวว่า หลังเกิดเหตุ ตำรวจได้บูรณาการกำลังกันทั้งชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองศรีสะเกษ ชุดปราบปราม และจราจร ร่วมกับชุดสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ทำการสืบสวนสอบสวนพยานหลักฐานจนกระทั่งรู้ว่าผู้ก่อเหตุ คือเยาวชนอายุ 17 ปีจึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติศาลออกหมายจับเยาวชนคนดังกล่าว ในฐานความผิดคือ ร่วมกันฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร หลังจากเข้ามอบตัวแล้ว

แม่เลี้ยง “หลังจากที่ศาลจังหวัดศรีสะเกษได้อนุมัติออกหมายจับแล้ว ทราบว่าเยาวชนอายุ 17 ปีรายนี้กำลังหลบหนี ตำรวจจึงได้ไล่ล่า จนกระทั่งทราบว่า เยาวชนรายนี้ได้วิ่งเข้าบ้านของตัวเอง ตำรวจจึงประสานกับแม่ขอให้พาลูกมามอบตัวที่สถานีตำรวจ โดยมีตำรวจคอยประกบอยู่ไม่ห่าง เนื่องจากผู้ต้องหายังเป็นเยาวชนจนพาตัวมาสถานีตำรวจจากการสอบปากคำเบื้องต้นเยาวชนรายนี้ได้รับสารภาพว่ามีผู้ร่วมก่อเหตุอีก 1 คนมีชื่อเล่นว่านายบิ๊ก โดยเยาวชนอายุ 17 ปีเป็นคนขับรถ ส่วนนายบิ๊กนั่งอยู่เบาะหน้าด้านซ้ายเป็นคนใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ส่วนสาเหตุมาจากการเขม่นกันไม่พอใจกันเล็กน้อย จึงได้ไปนำปืนที่อยู่ที่บ้านมาเตรียมไว้แล้วไปรับนายบิ๊กมาช่วย ซึ่งพนักงานสอบสวนจะได้รวบรวมพยานหลักฐานแล้วขออนุมัติศาลออกหมายจับนายบิ๊กในวันรุ่งขึ้น” พ.ต.อ. เทพพิทักษ์ กล่าว

อ่านต่อ

พ่อเลี้ยงข่มขืนเด็กหญิง 11 ขวบ ได้ใจลงมือซ้ำเพราะคิดว่าไม่มีใครรู้ ความแตกเพราะเด็กท้อง

พ่อเลี้ยง ข่มขืนลูกเลี้ยงอายุ 11 นานกว่า 6 ปี จนเด็กหญิงตั้งท้อง 4 เดือน หนีคดีนานหลายปีเพิ่งมาโดนจับ

เมื่อวันที่ (26 กรกฎาคม 63) กองบังคับการปราบปราม จับกุม นายเก็ด (นามสมมติ) อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ข้อหา กระทำความผิดฐาน “ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น” โดยจับกุมได้ที่ริมถนนหน้าร้านสะดวกซื้อ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

พฤติการณ์ สืบเนื่องมาจาก เมื่อปี 2556 นายเก็ด ซึ่งเป็นพ่อเลี้ยงของ ด.ญ.น้ำ (นามสมมติ) วัย 11 ขวบ ได้อาศัยโอกาสที่แม่ของ ด.ญ.น้ำ หลับใช้กำลังข่มขืนกระทำชำเราลูกเลี้ยงของตนเองจนสำเร็จความใคร่ และข่มขู่ห้ามไม่ให้เด็กบอกแม่ หลังจากนั้นผู้ต้องหาก็ได้ข่มขืนกระทำชำเราเรื่อยมาอีกหลายครั้ง

ต่อมาเมื่อวันที่ 15 ส.ค. 56 ด.ญ.น้ำ ได้ไปปรึกษาครูประจำชั้น เนื่องจากประจำเดือนไม่มาตามกำหนด และได้เล่าเรื่องที่ตนถูกพ่อเลี้ยงข่มขืนกระทำชำเรามาตลอดให้ครูประจำชั้นฟัง ครูประจำชั้นจึงได้พา ด.ญ.น้ำ ไปที่บ้านพักเด็กและครอบครัว เพื่อปรึกษาเจ้าหน้าที่ ก่อนตรวจพบว่า ด.ญ.น้ำ ตั้งครรภ์ 4 เดือน จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เชียงดาว พนักงานสอบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับนายเก็ด

กระทั่งวันที่ 26 ก.ค. 63 ชุดสืบสวนได้สืบสวนจนทราบว่า ผู้ต้องหาได้หลบหนีมาพักอาศัยบริเวณ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ จึงได้วางกำลังเข้าจับกุม และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อ่านต่อ

เจออีกจุด! ภาพวาดลายคำ หลังพระประธานวัดดังเชียงใหม่ ถูกทาสีทับ ลบหายเกลี้ยง

เจออีกจุด จากกรณีวิพากษ์วิจารณ์ หลังโลกออนไลน์แชร์ภาพบานประตูโบราณอายุร้อยกว่าปี ภายในวิหารวัดหมื่นล้าน ประตูท่าแพชั้นในเมืองเชียงใหม่ ถูกบูรณะด้วยการลบทิ้งลวดลายจดหมดสิ้น แม้จะคัดลอกลายเพื่อเขียนขึ้นใหม่ในแบบฉบับเดิม แต่ก็ถูกตั้งคำถามถึงการบูรณะในลักษณะนี้ ซึ่งทำให้คุณค่าทางประวัติศาสตร์สูญหายไป

ล่าสุด นายสุรชัย จงจิตงาม อาจารย์สาขาวิชาศิลปะไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า หลังเกิดประเด็นภาพวาดลายรดน้ำโบราณบนบานประตูที่ถูกลบหายไป ปรากฏว่านักศึกษาที่ลงพื้นที่ ยังพบด้วยว่าภาพวาดลายคำ ที่เคยอยู่บนผนังด้านหลังพระประธาน ก็ถูกช่างทาสีทับจนหายไปทั้งหมดด้วยเช่นกัน ส่วนอายุของภาพด้านหลังพระประธานภายในพระวิหาร คาดว่าจะมีอายุไล่เลี่ยกับบานประตูวิหาร

นายสุรชัย บอกว่า ภาพลายคำถือเป็นศิลปกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของล้านนา และ ปัจจุบันเหลืออยู่ไม่กี่แห่ง ตอนนี้ทราบมาว่าทางวัดได้ให้ช่างหยุดการบูรณะ และ ขนเครื่องไม้เครื่องมือออกจากวิหารแล้ว ก็อยากฝากถึงกรมศิลปากร หาทางกู้คืนภาพกลับมาให้ได้ทั้งบานประตูและด้านหลังพระประธานเพราะถือเป็นงานชิ้นสำคัญ

อ่านต่อ

คนแห่กลับกรุงบนถนนสายเอเชีย ยิ่งดึกยิ่งหนาแน่น เจ้าหน้าที่คาด รถแน่นไปถึงเช้า

เจ้าหน้าที่คาด สภาพการจราจรบนถนนสายเอเชีย ช่วงจังหวัดอ่างทอง จนถึงเขตรอยต่อ อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมาปริมาณรถเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเต็มพื้นที่ทุกช่องทางการจราจร หลังประชาชนเดินทางกลับเข้ากรุงเทพ คืนนี้เป็นคืนสุดท้าย เพื่อเริ่มการทำงานในวันพรุ่งนี้

โดยจาการตรวจสอบปริมาณรถเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใช้ความเร็วได้เพียง 20 กม.ต่อชั่วโมงและเกิดการชะลอตัวตามจุดพักรถ และสะพานข้ามคลองเช่นบริเวณสะพานบางแก้ว ต.บ้านอิฐ อ.เมือง จ.อ่างทอง รถชะลอตัวจนเกือบหยุดนิ่งยาวหลายกิโลเมตร นอกจากนี้บางช่วงยังใฝนตกลงมาทำให้ผู้ใช้รถต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินทางและทำให้ยิ่งเกิดการชะลอตัวสะสม

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจอ่างทอง และเจ้าหน้าที่ทางหลวงอ่างทอง แนะประชาชนที่ใช้เส้นทางเข้ากรุงเทพ ให้ใช้ทางเลี่ยงเข้าต่างระดับอ่างทอง

อ่านต่อ

ชวนดูรีเมกหนังดัง ที่ทำให้เราคิดถึง เฉินหลง ดาราผู้มีชีวิตยิ่งกว่าหนัง

ช่วงนี้มีคลิปตัวหนึ่งที่โลกออนไลน์กำลังสนใจ นั่นคือคลิป “ไอ้หนุ่มหมัดไม่เมา” หนังโฆษณาตัวใหม่จาก สสส. ที่รีเมกจากหนังดังในอดีต ซึ่งกระแสของคลิปนี้ทำให้คนพากันนึกถึง “เฉินหลง” ดารานำจากเวอร์ชันต้นฉบับ ดังนั้นวันนี้เราขอชวนทุกคนไปฟังเรื่องราวชีวิตในจอและนอกจอของดาราผู้นี้ให้หายคิดถึง รับรองว่า จะได้ข้อคิดอะไรดีๆ แน่นอน

เฉินหลง เป็นหนึ่งในนักแสดงภาพยนตร์ชาวต่างชาติที่คนไทยคุ้นเคย จนอาจเรียกว่ารู้สึกใกล้ชิดก็ว่าได้ ทั้งในแง่ประวัติส่วนตัวของเฉินหลงที่ตอนอายุ 9 ขวบเคยอาศัยอยู่ที่เยาวราชนานกว่า 2 ปี และระหว่างนั้นได้เรียนมวยไทยกับคุณลุงขาเป๋คนหนึ่งซึ่งอาจเรียกได้ว่า เป็นครูมวยคนแรกของเฉินหลง และในแง่ผลงานของเฉินหลงที่เข้ามาสร้างความบันเทิงให้คนไทยมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ Master With Cracked Fingers (1971) มังกรหมัดเทวดา รวมไปถึงภาพยนตร์ตระกูล “ฟัด” กับ “ใหญ่” ที่คนไทยแค่ได้ยินชื่อก็รับประกันความสนุก

แต่ถ้าพูดถึงผลงานที่ทำให้คนไทยรู้จักเฉินหลงอย่างกว้างขวาง ต้องยกให้ Drunken Master (1978) หรือในชื่อไทยคือ “ไอ้หนุ่มหมัดไม่เมา” ที่เฉินหลงได้แสดงลีลากังฟู ผสมกับบทบาทตลกหน้าทะเล้น จนต้องต่อยอดความสำเร็จในภาคสองในปี 1991 ผลงานภาพยนตร์ของเฉินหลงเป็นที่รู้กันว่า จะต้องมีฉากแอคชั่นแบบเล่นจริงเจ็บจริง จนกลายเป็นธรรมเนียมของหนังเฉินหลงที่ตอนจบของเรื่องจะนำภาพเบื้องหลังการถ่ายทำที่ผิดคิวอย่างน่าหวาดเสียวของเฉินหลงมาให้ดู

ความทุ่มเทอย่างจริงจังของนักแสดงผู้นี้ทำให้ผลงานของเขาโด่งดังจากฟากตะวันออกไปสู่ฟากตะวันตกของโลก จนเฉินหลงมีโอกาสก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดได้ในที่สุด โดยเฉพาะกับหนังไตรภาคอย่าง Rush Hour คู่ใหญ่ฟัดเต็มสปีดที่ทำรายได้ถล่มทลาย จนในปี 2016 เฉินหลงถูกจัดให้เป็นนักแสดงชายที่มีรายได้มากที่สุดเป็นอันดับสองของโลกอย่างไรก็ตามเบื้องหลังความสำเร็จของนักแสดงท่าทางอารมณ์ดีคนนี้ น้อยคนจะรู้ถึงด้านมืดและความโศกเศร้าของเขา จนกระทั่งเฉินหลงได้ออกมาเล่าถึงชีวิตของตัวเองผ่านหนังสือชื่อ Never Grow Up

ในหนังสือเล่มนี้ได้เล่าถึงพฤติกรรมหลายอย่างที่จนถึงวันนี้เจ้าตัวก็ไม่อยากให้อภัย ไม่ว่าจะเป็น การไม่ยอมเรียนหนังสือ ติดการพนัน การนอกใจคนรักหลายต่อหลายครั้ง รวมไปถึงพฤติกรรมการดื่มเหล้าที่ส่งผลต่อการทำงานและครอบครัว ดังที่เฉินหลงได้เล่าไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า

“เงินที่หามาได้หมดไปกับการพนัน ผู้หญิง และการดื่ม สมัยนั้นผมออกไปดื่มทุกคืน จนมันเริ่มทำลายความเป็นมืออาชีพของผม ถ้ากองถ่ายนัดตอน 7 โมงเช้า ผมจะไปถึงเที่ยงแบบไร้ชีวิตชีวา โดยสวมแว่นตาดำไว้ เพื่อปกปิดสีหน้าสีตาอิดโรยจากการดื่ม นอกจากนี้ผมยังดื่มแล้วขับรถซิ่งไปทั่วไม่ว่าจะในเวลากลางวันหรือกลางคืน ตอนนั้นผมอาจขับไปชนอะไรก็ได้ทั้งนั้น…”

อ่านต่อ