Browse Month: มกราคม 2021

ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ มีกี่ประเภท ยี่ห้อไหนดี ราคาเท่าไหร่ มาดูกันพร้อมผลทดสอบ

ฟิล์มกรองแสงรถยนต์
ฟิล์มกรองแสงรถยนต์

ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ เพิ่งออกรถใหม่ ติดฟิล์มรถยนต์เชียงใหม่ อยากติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ แต่ไม่รู้ฟิล์มรถยนต์ยี่ห้อไหนดี ราคาประมาณเท่าไหร่  เป็นคำถามยอดฮิตที่คุณมักจะได้ยินกันบ่อยๆ วันนี้เราจึงเอาข้อมูลของฟิล์มติดรถยนต์ยอดนิยมมาแนะนำ พร้อมสาระสำคัญการติดฟิล์มรถยนต์

ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ มีกี่ประเภท ในประเทศเมืองร้อนเช่นประเทศไทย แสงแดดในเวลากลางวันจะมีความเจิดจ้าและแผ่คลื่นความร้อนออกมานอกจากจะทำให้เราหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ แสงแดดยังนำพาอันตรายที่คาดไม่ถึงให้แก่เราไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิหรือรังสี UV หากเป็นสภาวะปกติเราคงหลีกเลี่ยงด้วยการหลบเข้าในที่ร่ม สิ่งแรกที่แสงแดดจะทำลายก็คือ “สี” ของรถ การที่เราจอดรถเอาไว้กลางแดดไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือคาดไม่ถึงก็ตาม บริเวณที่รับแสงแดดเต็ม ๆ จะถูกความร้อนทำลายเคลือบสี ทำให้สีไม่สม่ำเสมอ ซีดลงจากเดิม แต่เดี๋ยวก่อน! หากคิดว่าแสงแดดจะทำลายเฉพาะสีด้านนอกล่ะก็ คุณคิดผิด เพราะที่ใดที่แสงส่องถึง ที่นั่นก็พร้อมจะถูกแดดเลียทั้งสิ้น นั่นหมายความว่าแสงแดดทำลายสีได้ ไม่เว้นแม้แต่ในห้องโดยสาร อุปกรณ์ที่เป็นยาง ไม่ว่าจะเป็นขอบกระจกหรือที่ปัดน้ำฝน ต้องไม่ลืมว่าวัสดุที่เป็นยางไม่ถูกโฉลกกับ “ความร้อน” การปล่อยให้อุปกรณ์ที่ทำจากยางโดนความร้อนเป็นเวลานาน จะทำให้อุปกรณ์นั้นเสื่อมสภาพ สิ้นอายุการใช้งานเร็วกว่าปกติ เบาะหนัง รถยนต์โดยส่วนใหญ่มักใช้เบาะที่ทำจากหนัง เพราะมันช่วยเสริมให้รถของเรา “ดูดี” รู้หรือไม่ว่าความร้อนจะทำให้หนังที่หุ้มตัวเบาะแห้งกรอบและมีโอกาสปริแตก หากปล่อยไว้ไม่ดูแลจากเบาะหนังสวยหรูดูมีคลาส คงได้กลายร่างเป็นวัตถุโบราณที่เตรียมส่งเข้าพิพิธภัณฑ์แทน แผงคอนโซล นอกจากจะถูกแดดเลียจนสีซีด อย่าลืมว่ารถรุ่นใหม่ ๆ ภายใต้แผงคอนโซลคืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์เหล่านี้ก็ไม่ได้ชื่นชอบความร้อนและแสงแดดเท่าไรนัก คุณคงไม่อยากเปลี่ยนอุปกรณ์เหล่านี้โดยไม่จำเป็น เพราะราคาของมันก็ไม่ได้ถูกเลย

แอร์ ภายใต้ความร้อนสิ่งที่ต้องพยายามเอาชนะอุณหภูมิที่ร้อนแรงไม่ให้ห้องโดยสารต้องกลายเป็นเตาอบนั้นก็คือแอร์ ในวันที่แดดจ้า แอร์ในรถของคุณจะต้องทำงานหนักขนาดไหน และหากต้องทำงานหนักบ่อย ๆ อายุการใช้งานก็จะสั้นลง เหล่านี้คือผลกระทบของแสงแดดและความร้อนที่กระทำต่อรถของคุณ แต่หากคุณคิดว่าแสงแดดจะเป็นอันตรายต่อเฉพาะรถ คุณคิดผิดแล้ว เพราะแสงแดดยังนำพาภัยร้ายที่ซ่อนตัวพรางอยู่ สิ่งนั้นก็คือ “รังสียูวี” ทั้งยูวีเอและยูวีบี รังสียูวีมีผลกระทบต่อร่างกายอย่างน่ากลัวเพราะรังสียูวีทำอันตรายต่อเราไม่ว่าจะเป็น รักรถ รักตัวเอง ก็ต้องรู้จักป้องกัน ufabet ถ้าถามว่า แล้วเราจะปกป้องตัวเองและรถจากความร้อน จากแสงแดด และรังสียูวีได้อย่างไร วิธีการมีให้เลือกหลากหลายวิธี ทั้งจอดรถไว้ในร่ม ทั้งหลีกเลี่ยงการขับรถในวันที่แดดจัดแต่เราไม่อาจทำเช่นนั้นได้ทุกวัน เมื่อไม่อาจทำได้ดังข้างต้น จึงเกิดเป็นสิ่งประดิษฐ์ไม่ว่าจะเป็นการผลิตผ้าคลุมรถ เต็นท์จอดรถ แต่วิธีการเหล่านี้มันก็ดูจะยุ่งยากเกินไปในหลายสถานการณ์ ด้วยความก้าวหน้าทางนวัตกรรมจึงมีคนคิดประดิษฐ์ “ฟิล์มกรองแสง” ในรถยนต์ขึ้นมา

สลด! แม่วัย 18 ไปรูดบัตรคนจนซื้อนม ถูกกระบะชนดับคาที่ ลูก 2 ขวบรอเก้อ

สลด! แม่วัย 18 ปี ขี่จยย.จะไปรูดบัตรคนจนซื้อนมให้ลูกวัย 2 ขวบ แต่โดนรถกระบะชนเสียชีวิตคาที่ สามี-แม่สามี ทำใจไม่ได้ปล่อยโฮข้างถนน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (9 มกราคม 64) ร.ต.อ.พงศกร อ่อนสลวย รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.ชุมแสง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ รับแจ้งรถกระบะชนกับจักรยานยนต์ บริเวณปากทางเข้า บ้านนกเกรียน ต.เมืองแก อ.สตึก จึงรุดไปตรวจ

ที่เกิดเหตุพบรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน 4543 บุรีรัมย์ จอดอยู่ข้างถนนด้านหน้ารถได้รับความเสียหาย ใกล้กันพบรถจักรยายนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีแดง ล้มอยู่กลางถนนสภาพพังยบเยิน บริเวณข้างถนนยังพบศพ นางสาวมาธวี อายุ 18 ปี สภาพกระดูกหักหลายแห่ง เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ คาดว่าจะถูกรถกระบะชนท้าย

โดยต่อมา นายพุฒิพงศ์ อายุ 24 ปี สามีของผู้ตาย และ นางกมลพัฒน์ อายุ 55 ปี แม่สามีของผู้ตาย เดินทางมาถึง ต่างรับกับเหตุการณ์ไม่ได้ นั่งร้องไห้ฟูมฟายอยู่ตลอดเวลา

สอบถามคนเพื่อนบ้านผู้ตายทราบว่า น.ส.มาธวี ขี่รถจักรยายนต์ออกจากบ้านมากับนางกมลพัฒน์ เพื่อจะไปกดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ร้านค้าห่างจากบ้านประมาณ 5 กิโลเมตร เพื่อจะรูดซื้อนมให้ลูกวัย 2 ขวบ ที่รอกินนมอยู่ที่บ้าน

เมื่อไปถึงร้านค้า น.ส.นาธวี ลืมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไว้ที่บ้าน จึงรีบกลับมาเอาบัตร โดยทิ้งแม่สามีไว้ที่ร้านค้า แต่มาประสบเหตุก่อน คาดว่าผู้ตายอาจจะรีบเพราะลูกวัย 2 ขวบ รอกินนมอยู่ที่บ้าน

ขณะที่ นายคาวี อายุ 29 ปี คนขับรถกระบะ เล่าว่า ตนขับรถบนถนนสายสตึก-จอมพระ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวได้ขับพุ่งออกมา จึงเบรกไม่ทัน

อย่างไรก็ตาม ตำรวจจะสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

สนับสนุนโดย ufabet

แม่งงมาก! หนุ่มแขวงการทางรมควันตายปริศนาในรถ จอดที่หน้าบ้านหลังใหม่

แม่งงมาก! หนุ่มแขวงการทางบุรีรัมย์ รมควันเสียชีวิตภายในรถของตัวเองที่จอดอยู่หน้าบ้านที่กำลังสร้างใหม่ แม่เผยภรรยาทำงานเกาหลี ส่งเงินมาสร้างบ้าน แปลกใจลูกชายไม่เคยมีปัญหาเรื่องอะไรเลย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (9 มกราคม 64) เมื่อเวลา 10.00 น. พ.ต.ต.จิรโรจน์ มงคลธนะสุพัฒน์ สารวัตร (สอบสวน) สภ.นางรอง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีคนเสียชีวิตภายในรถ ที่ ต.บ้านสิงห์ อ.นางรอง

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านชั้นเดียวสร้างใหม่ ตั้งอยู่หมู่ 2 ต.บ้านสิงห์ อ.นางรอง บริเวณหน้าบ้านพบรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ แบบสี่ประตู สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน 9147 บุรีรัมย์ จอดอยู่หน้าบ้าน

ภายในรถด้านเบาะคนนั่งข้าง พบ นายศรัณญ อายุ 34 ปี เจ้าของบ้าน เสียชีวิตในลักษณะเอนเบาะนอน ฝั่งประตูหลังพบเต่าถ่านแบบปิ้งย่างสีแดง วางอยู่เหมือนมีการจุดไฟจนไฟแต่ได้วอดสนิทแล้ว มีเพียงเศษถ่านไม้บางส่วนเหลืออยู่ในเตา คาดเสียชีวิตมาประมาณ 6 ชั่วโมง

สอบถาม นายบุญลือ อายุ 52 ปี ช่างทาสีบ้านหลังดังกล่าว เล่าว่า ตอนเช้าเห็นรถเจ้าของบ้านจอดอยู่หน้าบ้าน แต่ไม่เอะใจ และไม่รู้ว่าเจ้าของรถไปไหน ไม่นานได้มีญาติเจ้าของบ้านมาดูเห็นนอนอยู่ในรถ แต่ประตูไม่ได้ล็อก จึงเปิดดูพบว่าตัวแข็งแล้ว และมาพบว่ามีเตาถ่านอยู่ด้านหลัง จึงคิดว่าน่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย

ด้าน นางวาริน อายุ 56 แม่ของผู้เสียชีวิต เล่าว่า ลูกชายทำงานอยู่แขวงการทางบุรีรัมย์ ตนเองอยู่บ้านคนละหลังกับลูก ส่วนลูกชายจะอยู่กับลูกติดภรรยาวัย 12 ปี รุ่งเช้าลูกสะใภ้ซึ่งทำงานอยู่ประเทศเกาหลีได้ประมาณ 2 ปี โทรมาแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อลูกชายได้ จึงไปดูที่รถแล้วมาพบว่าเป็นศพดังกล่าว

สาเหตุการฆ่าตัวตายของลูกชายในครั้งนี้ ตนงงมาก เพราะลูกชายไม่เคยมีปัญหาเรืองการเงิน ไม่เคยมีปัญหากับภรรยา เพราะโทรวิดีโอคอลมาหาสามีทุกวัน ตอนนี้ยังสับสนเรื่องการตัดสินใจฆ่าตัวตายของลูกชายในครั้งนี้

ทั้งนี้ ตำรวจได้ส่งศพผู้เสียชีวิตไปพิสูจน์หาสาเหตุอีกครั้ง เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นการฆ่าตัวตาย ด้วยการรมควันตัวเอง ส่วนญาติไม่ติดใจการเสียชีวิต

สนับสนุนโดย ufabet

หมอมนูญ มึน! ห้าง-ศูนย์การค้า เปิดได้ปกติ ทั้งที่เสี่ยงแพร่โควิดมากกว่าที่กลางแจ้ง 10 เท่า

หมอมนูญ ถึงขึ้นมึน! ตั้งคำถามว่าทำไมห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งเป็นสถานที่ปิด อากาศถ่ายเทไม่ดี เสี่ยงแพร่ไวรัสโควิด-19 มากกว่าที่กลางแจ้ง 10 เท่า แต่กลับเปิดทำการได้ตามปกติ

วันนี้ (8 มกราคม 64) นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้องไอซียู เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ประธานชมรมเชื้อราทางการแพทย์ประเทศไทย โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊กเกี่ยวกับมาตรการควบคุมโรคโควิด-19 ซึ่งมีประเด็นน่าสนใจดังนี้

“มาตรการควบคุมโรคโควิด-19 ด้วยการสั่งปิดสถานที่ต่างๆ ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงในการติดเชื้อในสถานที่นั้นๆ ไม่ใช่สั่งปิดพร้อมกันหมด ตอนนี้เศรษฐกิจไทยบอบช้ำเกินกว่าจะเจอล็อกดาวน์รอบ 2

คนไทยสามารถทำกิจกรรมในที่กลางแจ้ง (outdoor) ได้ทุกฤดูกาล ต่างจากประเทศเมืองหนาว การห้ามลูกค้าเข้าไปซื้อของในสถานที่เปิด ไม่ได้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เช่น ตลาดสด ตลาดนัด ซื้อของจากร้านหาบเร่ แผงลอยข้างถนน ห้ามนั่งรับประทานอาหารในที่โล่ง-นอกอาคาร-นอกบ้าน หลัง 3 ทุ่ม ส่งผลกระทบต่อผู้มีอาชีพขายอาหาร คนหาเช้ากินค่ำ ลูกจ้าง คนทำงานต้องตกงาน เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

ขณะที่ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุม สถานที่จัดนิทรรศการ ร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งเป็นสถานที่ปิด (indoor) ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ อากาศถ่ายเทไม่ดี มีความเสี่ยงในการแพร่กระจาย การติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มากกว่าในที่กลางแจ้ง 10 เท่า กลับให้เปิดทำการได้ตามเวลาปกติ

เราสามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในตลาดสด ตลาดนัด ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างสถานที่ให้มีการถ่ายเทระบายอากาศมากขึ้น เปิดหลังคาบางจุด เว้นระยะห่างของแม่ค้าแต่ละซุ้ม ทำทางเดินให้กว้างขึ้น ไม่ให้แออัดมากเกินไป คนขายของและลูกค้าทุกคนต้องใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา

รัฐควรผ่อนผันให้สถานที่นอกอาคาร ในที่กลางแจ้ง เปิดบริการเหมือนปกติ เพื่อให้คนได้ทำงานมีรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัว”

สนับสนุนโดย ufabet

นักเที่ยวแห่ตรวจโควิด หลังเข้า “วอร์มอัพ” วันเคานต์ดาวน์ ทวงถามใครติด จ่าย 1 แสน

นักเที่ยวกลุ่มเสี่ยง “วอร์มอัพ” เข้าคิวยาวตรวจหาเชื้อ โควิด-19 จากรถชีวนิรภัยพระราชทาน ที่ จนท.สาธารณสุข นำมาตั้งจุดให้บริการ หลังล่าสุดพบติดเชื้อจากแหล่งเดียวกันเพิ่มอีก4ราย ขณะที่โซเชียลแชร์โพสต์สถานบันเทิงดังเคยประกาศจ่าย 1 แสน หากคนเที่ยวติดเชื้อ พร้อมทวงถาม จ่ายจริงหรือแค่สร้างกระแส
ที่ร้านวอร์มอัพ คาเฟ่ สถานบันเทิงชื่อดังของเชียงใหม่ ซึ่งสาวอายุ 25 ปี ผู้ป่วยโควิด-19 รายที่ 50 ของจังหวัดเชียงใหม่เข้าไปใช้บริการในคืนวันที่ 31 ธ.ค.63 ก่อนที่จะตรวจพบเชื้อในวันที่ 4 ม.ค. 64 และจากนั้นยังพบว่ามีผู้ติดเชื้อจากแหล่งเดียวกันอีก เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่และกรมควบคุมโรค นำรถชีวนิรภัยพระราชทาน ให้บริการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้แก่กลุ่มเสี่ยงสัมผัสอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบว่ามีผู้เข้าแถวรอรับการตรวจจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่ผู้เข้ารับการตรวจลงทะเบียนและกรอกประวัติอย่างละเอียดก่อนที่จะเข้ารับการตรวจหาเชื้อด้วยการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งในโพรงจมูกไปตรวจหาเชื้อในห้องปฏิบัติการ ซึ่งจะทราบผลภายใน 24 ชั่วโมงและมีการแจ้งผลให้ทราบต่อไป

ทั้งนี้จากการสอบถามวัยรุ่นชายคนหนึ่ง ซึ่งเข้ารับการตรวจหาเชื้อด้วยในวันนี้ เปิดเผยว่า ในคืนวันที่ 31 ธ.ค.63 ได้เข้าไปร่วมฉลองเคานต์ดาวน์ปีใหม่กับกลุ่มเพื่อนฝูงที่ร้านวอร์มอัพ คาเฟ่ ซึ่งต่อมาทราบว่าผู้ติดเชื้อรายที่ 50 เข้าไปใช้บริการเช่นกัน ทำให้รู้สึกกังวลใจอย่างมาก แม้ว่าจะไม่ได้เข้าไปใช้บริการในโซนเดียวกันก็ตาม แต่ถือว่าตัวเองเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้เสี่ยงสัมผัสและต้องมาตรวจหาเชื้อเพื่อให้ทราบชัดเจนและเกิดความสบายใจ พร้อมทั้งจะกักตัวจนครบ14วันด้วย เนื่องจากหวั่นเกรงว่าถ้าหากตัวเองติดเชื้ออาจจะมีการนำไปแพร่ให้กับคนใกล้ชิดรอบข้างทำให้เดือดร้อนกันไปหมด

โดยวันนี้เชียงใหม่ตรวจพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่เพิ่มอีก 4 ราย นับเป็นรายที่ 54,55,56 และ57 ของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งทั้งหมดมีไทม์ไลน์เชื่อมโยงกับร้าน “วอร์มอัพ” และทางทีมสอบสวนโรคกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนโรคเพิ่มเติมอย่างละเอียด พร้อมทั้งจะมีการแถลงชี้แจงข้อมูลอย่างเป็นทางการในช่วงเย็นวันนี้

ขณะเดียวกันรายงานข่าวแจ้งว่าโซเชียลมีเดียมีการเผยแพร่ภาพบันทึกหน้าเพจเฟซบุ๊ค “Warmupcafe Chiangmai” ที่โพสต์เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.63 เป็นภาพการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อบริเวณหน้าร้าน พร้อมข้อความว่า “มาเที่ยววอร์มอัพติดโควิด จ่าย 100,000 บาท เสียชีวิตจ่าย 1,000,000 บาท #สะอาดเต็มขั้นสนุกเต็มข้อ #มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดCovid19code5 #bancovid #killcovid #รำคาญcovid”

ซึ่งโพสต์ดังกล่าวนี้ถูกลบออกไปจากเพจของทางร้านแล้ว อย่างไรก็ตามมีผู้แคปภาพไว้ได้ แล้วนำไปแชร์ต่อเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากที่ต่างทวงถามว่าทางร้านจะจ่ายเงินให้จริงหรือไม่ จากการที่พบว่ามีผู้ติดเชื้อแล้ว หรือว่าโพสต์ดังกล่าวเป็นเพียงการสร้างกระแสเท่านั้น

สนับสนุนโดย ufabet

เมียหนุ่มญี่ปุ่นเล่าไทม์ไลน์สุดช้ำ ผัวโผล่แต่งงานกับหญิงอื่น วอนคืนเงินสินสอด

เมียหนุ่มญี่ปุ่นเล่าไทม์ไลน์สุดช้ำ
เมียหนุ่มญี่ปุ่นเล่าไทม์ไลน์สุดช้ำ

เมียหนุ่มญี่ปุ่นเล่าไทม์ไลน์สุดช้ำ ufa กลายเป็นเรื่องราวดราม่าในโลกออนไลน์ หลังจากที่เฟซบุ๊กออแกไนซ์จัดงานแต่งงานที่ภาคอีสาน เป็นภาพบ่าวสาวคู่หนึ่ง ฝ่ายชายเป็นหนุ่มญี่ปุ่น แต่ปรากฎว่าดันโป๊ะแตก ถูกแฉว่าเพิ่งแต่งงานกับสาวอีกคนไปไม่นาน จนทำให้กลายเป็นประเด็นเจ้าบ่าวล่าขันหมาก

รายการโหนกระแสวันที่ 5 ม.ค. 64 “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ในฐานะผู้ดำเนินรายการ ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.35 น. ทางช่อง 3 กดเลข 33 “มิ้ว” ผู้เสียหายที่สามีไปแต่งงานกับหญิงอื่น มาพร้อม “มอส” พี่ชาย และ “ทนายเจมส์ นิติธร แก้วโต”

รู้จักผู้ชายคนนี้ได้ยังไง?

มิ้ว : “มิ้วเคยทำงานที่บาร์ญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง แล้วเขาพาลูกค้ามาเที่ยว เราเลยได้รู้จัก ได้ติดต่อกัน คุยกันประมาณ 1 เดือน เขาบอกให้เราหยุดทำงาน เขาจะดูแลเรา เรื่องที่พัก เรื่องที่อยู่ เรื่องของใช้  เขาจะดูแลเรา เรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2017 พอเราคบหากันได้ 1 ปี เราก็ตกลงว่าจะแต่งงานกัน เขาก็คุยกับฝั่งแม่เราว่าจะเอาสินสอดเท่าไหร่ อะไรยังไง เราก็ตกลง จัดงานแต่งงานกันปกติ แต่ตอนคบกันเขาให้เหตุผลว่าถ้าเราไปเที่ยวไหน อย่าถ่ายรูปเขาลงโซเชียลนะ เขาบอกว่าเขามีชื่อเสียง คนรู้จักเขาเยอะ”

เขาเป็นดาราเหรอ?

มิ้ว : “ไม่ทราบค่ะ เขาบอกว่าเขาชื่อดังในการทำงาน ที่หนูทราบเขาเหมือนทำทนายอยู่ เราเคยไปบริษัทเขาเหมือนกันค่ะ”

รู้จักมั้ย?

ทนายเจมส์ : “ถ้าเป็นชาวต่างชาติ ไม่สามารถว่าความในเมืองไทยได้นะครับ แต่ถ้าเป็นที่ปรึกษากฎหมายก็อีกอย่างนึง”

แต่งงานปีไหน?

มิ้ว : “2019 ค่ะ ก็แต่งงานกันปกติ เราก็ไม่ได้โพสต์รูปแต่งงานอะไรเลย เพราะเราเชื่อใจสามี เขาทำให้เชื่อใจมาก จนมีเหตุการณ์โควิดเข้ามา เขาบอกว่าเดือน ม.ค. เริ่มระบาดในบ้านเราแล้ว เขาบอกเดี๋ยว ก.พ. เขาจะกลับไปญี่ปุ่นนะ ต้องกลับไปทำงานที่ญี่ปุ่น เราก็เข้าใจเขานะคะ”

ตอนแต่งงานอยู่กินฉันท์สามีภรรยา?

มิ้ว : “ใช่ค่ะ อยู่ที่คอนโด แต่ไม่ได้อยู่ยาว หนึ่งเดือนเขาต้องบินไปญี่ปุ่น 2 อาทิตย์ แล้วกลับมาอยู่ไทย 2 อาทิตย์”

เขาไปญี่ปุ่นจริงใช่มั้ย?

มิ้ว : “ไปญี่ปุ่นจริงๆ ค่ะ วิดีโอคอลก็เป็นญี่ปุ่น เป็นบ้านที่ญี่ปุ่น ก่อนแต่งงานเราเคยไปเจอแม่เขาที่ญี่ปุ่นมาก่อน เราก็เลยรู้ว่าเป็นบ้านที่ญี่ปุ่น”

เราก็มั่นใจ เพราะเคยไปบ้าน เจอคุณแม่ต่างๆ นานา วันแต่งงาน แขกเหรื่อในงานเยอะมั้ย?

มิ้ว : “ส่วนมากเป็นฝั่งหนูมากกว่า หนูถามเขาว่าบอกแม่หรือยังว่าเราจะแต่งงานกัน เขาบอกว่ายังไม่ได้บอก ทั้งที่อีกหนึ่งอาทิตย์จะแต่งงานแล้ว เขาบอกว่าแม่เขาเป็นคนพูดเยอะ เวลาบอกแม่เขาแม่จะถามเยอะ เขาเลยไม่อยากบอกแม่ แต่ใกล้ถึงวันเดี๋ยวจะพาแม่มาเอง เขาบอกแบบนี้ จนถึงวันแต่งเขาบอกว่าแม่เขามาไม่ได้ น้องสาวเขาป่วย แม่มาไม่ได้ ต้องดูแลน้องสาว”

ญาติเขาไม่มีใครมา?

มิ้ว : “ไม่มีใครมาค่ะ แต่งานเย็นมีเพื่อนเขามาค่ะ เป็นคนญี่ปุ่น 3 คนค่ะ”

ฝั่งคุณกี่คน?

มิ้ว : “เกือบร้อยคนค่ะ”

ญาติพี่น้อง แม่ พ่อ ไม่มีใครมา?

มิ้ว : “ค่ะ ตอนนั้นไม่ได้สงสัยอะไร เพราะเขาบอกว่าแม่มาไม่ได้ เพื่อนติดธุระ เราก็เชื่อค่ะ”

ตอนอยู่กินด้วยกัน นอนห้องนอนเดียวกันมั้ย?

มิ้ว : “ไม่ค่ะ เราจะแยกห้องนอนกัน หนึ่งห้องนอนเป็นห้องเอาไว้ทำงานโดยเฉพาะ เราเชื่อใจสามีเพราะเขาเป็นคนบ้างานมากๆ หนูตื่นมาตี 5 หรือ 10 โมงเขาก็ยังไม่นอน เขาจะนั่งหน้าคอมพ์ตลอดเวลา เราเลยเชื่อใจว่าเขาบ้างาน”

คุณเห็นเขาทำงานหรือเปล่า ไม่ได้ดูอย่างอื่น?

มิ้ว : “เดินไปส่งข้าวส่งน้ำ ก็เห็นนั่งดูหุ้นค่ะ”

ดูหุ้นดึกๆ ดื่นๆ มีด้วยเหรอ?

มิ้ว : “เขาดูตลอด 24 ชั่วโมง เขาเคยง่วงทนไม่ไหว ก็ให้หนูจดให้ว่าถ้าขึ้นเท่านี้มาบอกเขานะ หนูก็นั่งดูให้”

เขาเล่นหุ้น และน่าจะเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมาย ไม่ได้นอนห้องเดียวกัน เพราะเขาบอกว่ามีความจำเป็นต้องใช้สมาธิในการดูหุ้น?

มิ้ว : “ใช่ เราเคยทะเลาะกันเรื่องที่ว่าไม่มีสมาธิกัน ก่อนหน้านี้อยู่ด้วยกันห้องนอนเล็กๆ ไม่มีสองห้องนอน หนูจะซักผ้า ถูบ้าน เขาบอกไม่เอา เขาหนวกหู ตอนนั้นคบกันได้ปีแรก เขาจะขอไปนอนโรงแรม 3 วัน ตอนนั้นยังไม่ได้แต่งงาน”

ไปนอนโรงแรมทำไม?

มิ้ว : “หนวกหูค่ะ ซักผ้าหนวกหู ทำกับข้าวหนวกหู ไม่ชอบ ไม่ได้ ต้องการสมาธิเดี๋ยวดูหุ้นไม่ได้ค่ะ เราก็น้อยใจแต่เขายืนยันว่าเขาจะออกไป เราก็โอเค เขาไป 3 วันก็กลับมาเหมือนเดิม หนูเลยเปลี่ยนว่าสามีหนูเป็นคนโลกส่วนตัวสูง เข้าใจเขาว่าต้องมีสมาธิในการทำงานมากๆ”

อยู่ด้วยกันปีนึง สงสัยเรื่องผู้หญิงบ้างมั้ย?

มิ้ว : “หนูเคยทะเลาะกันเรื่องขอดูโทรศัพท์เขา ตอนเราแต่งงานกันแล้วนะคะ แต่เขายืนยันว่าไม่ให้ดู ทะเลาะกันข้ามวันไม่หลับไม่นอน หนูยื้อจะดู เขายื้อไม่ให้ดู เขาบอกจะดูอะไรเธออ่านไม่ออกหรอก ขี้เกียจมาแปลให้ฟัง แต่เขาเปิดไลน์ให้ดูแล้วบอกคนนี้คือเลขานะ คนนี้คือคนนี้เท่านั้น ถ้าเราจับโทรศัพท์เขาเมื่อไหร่จะมีปัญหากันตลอด”

คุณมอสสนิทน้องเขยมั้ย?

มอส : “เคยไปเจอที่ภูเก็ต พูดคุยกันนิดหน่อย เขาจะเป็นแบบที่น้องพูดจริงๆ แต่เขาก็ทักทายกันตามปกติ แต่ไม่ได้รู้เบื้องลึก รู้จักนิสัยหรือเรื่องส่วนตัวมากมาย”

เรื่องพีคที่สุดและเป็นข่าวดังมากตอนนี้ คือคุณมอสไปเห็นอะไรเข้า?

มอส : “มีเพื่อนแคปมาบอกว่านี่แฟนน้องสาวเธอหรือเปล่า เขาไปแต่งงานใหม่กับใคร เลิกกันแล้วเหรอ ผมก็อ้าว ยังไม่เลิกกัน ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย”

ตอนเห็นภาพมั่นใจว่านี่คือน้องเขย?

มอส : “มั่นใจเลยครับ ตอนนั้นตกใจมากและงงมาก”

คุณติดต่อบอกน้องสาวเลยมั้ย?

มอส : “น้องก็เห็นเหมือนกัน”

มิ้ว : “หนูเห็นเพราะเพื่อนที่บ้านส่งมาว่าเห็นหรือยัง ส่งลิงค์มา หนูก็ห๊ะ ยังงงอยู่ เพราะวันที่ 29 ยังคุยกันอยู่เลย ก่อนปีใหม่ และวันที่ 25 หนูยังส่งการ์ดอวยพรวันคริสต์มาสเขาอยู่เลย เราก็ยังคุยกันอยู่เลย ปีใหม่เขาก็ยังขอบคุณหนู”

ไล่ไทม์ไลน์ ตัวผู้ชายคนนี้ อดีตสามีน้อง เขาอยู่กับน้องมาตั้งแต่ปี 2019 จนถึง 2020?

มิ้ว : “อยู่กัน 2017 ค่ะ แต่งงาน 2019 ค่ะ 2020 หนูอยู่ถึงเดือนม.ค. ที่อยู่กินกัน พอ ก.พ. เขาขอกลับไปญี่ปุ่น 3 เดือน มิ.ย.กลับมา ระหว่างนั้นก็วิดีโอคอลกันตลอด บ้านเขาหนูจำได้ มิ.ย. เป็นช่วงกักตัว หนูยังส่งข้าวส่งน้ำเขาอยู่เลย เขาก่อนออกกักตัว 3 วันเขาโทรหาหนู เขากักตัวที่โรงแรมแห่งหนึ่งค่ะ ตอนนั้นไม่มีกฎว่าห้ามส่งข้าวส่งน้ำ แต่พอรอบสองเขากลับญี่ปุ่นอีก มิ.ย. กลับมา เขาบอกว่าอยากลดสถานะเรานะ เป็นแฟนกัน แต่เขายังให้ค่าเลี้ยงดูเราอยู่”

ทำไมมาลดสถานะ?

มิ้ว : “เขาบอกว่าเขาอยากมีความตื่นเต้น หนูก็ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร (หัวเราะ)”

เป็นเมียไม่ตื่นเต้น เป็นแฟนตื่นเต้นกว่า มันเป็นฟีล?

มิ้ว : “น่าจะใช่ค่ะ เขาบอกว่าอยากมีฮอตฮาร์ด เราก็คิดว่าเป็นบ้าหรือเปล่า เป็นบ้าอะไร ก็ด่ากันไป ทะเลาะกันยกใหญ่เลย ตอนนั้นหนูบอกเลิกเขาไป ลบไลน์ ลบเบอร์เขาทุกอย่าง ตอนนั้นเดือนมิ.ย. ที่ออกจากกักตัว แล้วเราทะเลาะกัน เรารับไม่ได้ อะไรจะมาเป็นแค่แฟนกัน เราแต่งงานกันเพราะเราอยากมีครอบครัว จะมาลดสถานะเราคืออะไร ตอนนั้นหนูตัดสายก็ไม่คุย จนเขาออกจากกักตัว ก็ติดต่อมาว่าออกมาคุยกันหน่อย นัดเจอกันและคุยกัน หนูถอดแหวนคืนเขา เขาก็เก็บไว้และบอกว่าให้เชื่อใจเขานะ เขาได้งานโปรเจ็กต์ใหญ่มา ทั้งชีวิตมาตั้งแต่อายุ 40 ไม่เคยได้งานใหญ่ขนาดนี้เลย ฉันอยากทำงานตรงนี้ อยากมีสมาธิกับงานตรงนี้่ เขาขอให้หนูเข้าใจเขา ให้เขาแยกไปอยู่โรงแรม แต่จะส่งค่าห้อง ค่าเลี้ยงดูหนูเหมือนเดิม”

จดทะเบียนกันมั้ย?

มิ้ว : “ไม่ได้จดค่ะ”

ไม่ได้จดทะเบียน สองคืนแหวนเขา?

มิ้ว : “เขาเอาแหวนคืนเราเหมือนกัน ตอนนี้ยังใส่อยู่ค่ะ พอคืนแหวนมาก็เข้าใจเขา เชื่อใจเขา ตลอดเวลาที่ไม่อยู่ด้วยกัน เขาไปๆ มาๆ ที่คอนโดแต่ไม่ได้นอน ขึ้นมาเอาของบ้าง นัดเจอกินข้าวบ้าง เจอข้างนอกบ้าง หนูก็แกล้งแซวเขาว่ามีผู้หญิงใหม่หรือเปล่า เพื่อนฉันเห็นคุณเดินกับผู้หญิงคนใหม่ เขาบอกว่าไม่มี ถ้ามีเอารูปภาพมาเลย”

คุณรู้ว่าเขาแต่งงานใหม่เมื่อไหร่?

มิ้ว : “2 ม.ค. ที่ผ่านมาค่ะ”

แสดงว่าตั้งแต่กลับมามิ.ย. จนถึง ธ.ค. คุณยังเป็นแฟนเขาอยู่?

มิ้ว : “เป็นแฟนกันอยู่ค่ะ เป็นเมียค่ะ แต่เหมือนเราไม่ได้มีอะไรกันแล้ว เพราะเขากลับมาเอาของที่ห้องอย่างเดียว แล้วมากินข้าวอะไรแบบนี้ ไปกินข้าวข้างนอกด้วยกัน”

ก็ยังไปด้วยกัน สถานภาพถือว่าเป็นเมียอยู่มั้ย?

ทนายเจมส์ : “ถือว่ายังคบกันอยู่ เพราะมีการอุปการะเลี้ยงดูกันอยู่ อย่างนี้เรียกว่าเมียนอกกฎหมาย เพราะไม่ได้จดทะเบียนกัน ดังนั้นในสิทธิตรงนี้ ผมถือว่าเขายังมีสิทธิ์ในทรัพย์สินต่างๆ ที่ผู้ชายทำมาหาได้ร่วมกัน ฝั่งนี้เขาก็ทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน ทรัพย์สินระหว่างอยู่กินกันตั้งแต่ปี 2017  มีสิทธิ์เรียกร้องทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 2017 จนถึงวันที่ตกลงเลิกกันถาวร คือ 2 ม.ค.”

มิ้ว : “เขาไม่ได้พูดว่าเลิกกันนะด้วยค่ะ แต่หนูรู้ว่าเขาเลือกฝั่งนั้นแล้ว แต่เขาไม่ได้พูดว่าเลิก เราก็ถามว่าจะเอายังไง จะเคลียร์ยังไง เขาบอกว่าไอเลิฟชี รักทางโน้น หนูก็เลยถามว่าจะอยู่กับเขาเหรอ เขาก็ตอบว่าเยส แล้วจะเคลียร์ยังไง จะเคลียร์กันยังไง ของทุกสิ่งทุกอย่างยังอยู่กับเราอยู่เลย”

หลังเห็นเขาแต่งงานกับคนอื่น มีภาพหลุดออกมา ทำยังไง โทรหาเขามั้ย?

มิ้ว : “โทรหาค่ะ ตอนแรกส่งรูปทั้งหมดที่เป็นงานไปก่อนว่าทำไมทำแบบนี้ ทำไมโกหก ไม่บอกเรา มีแต่ทำไมๆ แล้วโทรหาเขา 10-20 สาย เขาส่งแมสเสจมาว่ากำลังมีตติ้งอยู่นะ กำลังประชุมอยู่ ทางพี่ชายได้ไปโพสต์ใต้คอมเมนต์นั้น แล้วภรรยาใหม่เขาติดต่อมาทางพี่ชาย”

ติดต่อมอสมาว่ายังไง?

มอส : “เรางง เขาก็น่าจะเห็นเฟซบุ๊กของเราเป็นเพื่อนกับผู้หญิงใหม่ เขาบอกหนูก็งงเหมือนกัน หนูเป็นเพื่อนของผู้หญิงใหม่ เพื่อนหนูช็อกมาก แล้วคนเก่าเป็นน้องของพี่เหรอ แต่งนานหรือยัง ก็บอกว่าแต่งนานแล้ว อยู่กันปกติ พี่ก็งง เขาก็งง”

น้องได้พูดกับผู้หญิงคนใหม่มั้ย?

มิ้ว : “มีค่ะ หลังจากโทรไป 20 สายไม่รับ เป็นผู้หญิงโทรมาหาเรา เขาก็ถามว่าเห็นโพสต์หรือยังคะ พี่แต่งงานกันมากี่ปี มีลูกมั้ย จดทะเบียนสมรสมั้ย”

มีลูกด้วยกันมั้ย?

มิ้ว : “เคยท้องค่ะ 7 วีค แต่เด็กเหมือนหยุดการเจริญเติบโต เราก็แท้งค่ะ แล้วตอนที่เราท้องเราก็เหมือนคุยเรื่องจะไปจดทะเบียนสมรส แต่เขาทำตัวยุ่งตลอดเวลา เขาให้เราไปศึกษาว่าต้องหาเอกสารอะไร ตอนนั้นเราท้องแล้วพอเราแท้งเราก็เสียใจ เราก็เลยลืมเรื่องนี้ไป”

หลังคุยกับน้องผู้หญิงคนนั้น คุณตอบคำถามยังไง?

มิ้ว : “ก็บอกว่าแต่งงานนานแล้ว ลูกท้องได้ 2 เดือนแล้วแท้ง ไม่ได้จดทะเบียนสมรส แล้วเขาก็บอกว่าแค่นี้ แหละที่จะถาม หลังจากนั้นก็คุยกับทางสามี เราก็ถามว่าทำไมทำกับเราแบบนี้ เราผิดอะไร (ร้องไห้) ทำไมถึงบอกให้เรารอ ทำไมถึงบอกว่ารักเรา (ร้องไห้) เขาก็ไม่พูด แล้วไม่มีคำว่าขอโทษจากปากเขาเลย แล้วเขาบอกว่าเขารักผู้หญิงคนนั้น อยากใช้ชีวิตกับผู้หญิงคนนั้น ความรู้สึกเขาไม่เหมือนกับที่อยู่กับเรา เขารักผู้หญิงคนนี้มากกว่า รู้สึกดีที่อยู่กับผู้หญิงคนนี้มากกว่าอยู่กับเรา”

ทุกวันนี้ยังรักอยู่?

มิ้ว : “ค่ะ ถ้าไม่รักหนูไม่รอนะพี่ (ร้องไห้) เขาเริ่มให้ค่าใช้จ่ายหนูน้อยลง จากให้ 4 หมื่นก็ลดมา 3 หมื่น เริ่มให้ 10 วันหมื่น แล้วเดือนธ.ค. ให้หนูมา 5 พันสองครั้ง เป็นหมื่นนึง”

วันนี้จะตัดขาดมั้ย หรือจะกลับไปมั้ย หรือยังไง?

มิ้ว : “ตัดขาดค่ะ หนูรู้ว่าเขาก็ไม่เอาหนูเหมือนกัน หนูก็ไม่เอาเหมือนกัน หนูเจ็บมากค่ะ (ร้องไห้)”

วันแต่งงานเขามีเงิน 1 ล้านวางเป็นค่าสินสอด?

มิ้ว : “เงินก้อนนั้นเหมือนเอามาวางแล้วเอากลับไป เหมือนบอกว่ายืมก่อนเอากลับไปไว้”

เอาเงินมาวางเป็นสินสอดให้แม่เห็น แล้วทองล่ะ?

มิ้ว : “เราสองคนไปซื้อด้วยกันที่ร้านทอง รูดบัตรเครดิตมา เอาทองมาทำวันงาน วันพรุ่งนี้เอาไปขาย”

ล้านบาทแฟนญี่ปุ่นเอากลับไป?

มิ้ว : “เอากลับไปค่ะ แต่เขาทยอยโอนมาให้แม่ทีละแสน สองแสน ตอนนี้เขาโอนให้เราประมาณ 5 แสนแล้วค่ะ”

อยากให้โอนให้แม่ให้หมด?

มิ้ว : “เขารับปากกับแม่ไว้ว่าเขาจะเคลียร์แม่”

ทีมงานติดต่อไปหาสามีคุณ แต่เขาบอกว่ายังไม่สะดวกเพราะมีรายละเอียดอยากคุยกับคุณ ถ้าคุณจะเลิกกับเขาก็อัพทูยูบ เพราะที่ผ่านมาเขาเชื่อว่าเขารับผิดชอบคุณดีที่สุดแล้ว?

มิ้ว : “เขารับผิดชอบดีจริงค่ะ แต่หนูแค่เสียใจว่าแต่งงานใหม่ทำไมไม่บอกหนู (ร้องไห้) บอกให้หนูรอทำไม”

เอาผิดอะไรได้มั้ย?

ทนายเจมส์ : “เรื่องการหมั้นปรากฎว่ามีแหวนที่เป็นทรัพย์สิน ที่ผู้ชายส่งมอบให้ผู้หญิง เป็นสัญญาหมั้นเกิด สัญญาหมั้นคือสัญญาว่าอนาคตจะมีการจดทะเบียนสมรสเกิดขึ้น ปรากฎว่าฝ่ายเขาผิดสัญญา ไม่ยอมจดทะเบียนด้วย น้องมีความเสียหายอย่างไรเกิดขึ้นเรียกร้องจากเขาได้ เช่น ค่าเสียหายทดแทนการที่เราเสื่อมเสียชื่อเสียง ค่าทดแทนจากการจัดงาน ค่าทดแทนจากการที่เราเสียอนาคตจากการที่ต้องขายทรัพย์สินเพื่ออยู่กับเขา เสียโอกาส ส่วนค่าสินสอด ถ้ามองในมุมนึงเขาเอาเงินมาส่งมอบเรียบร้อยและยืมกลับคืนไป และทยอยคืนมา พอไม่มีสัญญาก็ไปฟ้องจากเขาไม่ได้”

พูดง่ายๆ ตอนนี้สิ่งทำได้คือต้องยื่นโนติสไป?

ทนายเจมส์ : “ที่ผมมองทำได้สองอย่าง คือทำเป็นบันทึกข้อตกลงว่าเขาจะชดใช้ให้ครบ สองถ้ามีทรัพย์สินจากการทำมาหาได้ร่วมกัน ตั้งแต่อยู่ด้วยกันในปี 2017 จนถึงเดือน ม.ค. ที่เลิกกัน ตรงนี้ถือเป็นกรรมสิทธิ์รวม คุณมีสิทธิ์ได้จากตรงนี้ครึ่งนึง”

คิดว่าจะฟ้องมั้ย?

มิ้ว : “ตอนแรกหนูคิดว่าหนูฟ้องเขาไม่ได้ เพราะเขาบอกว่าอยากฟ้อง ฟ้องเลย หนูเลยคิดว่าคงฟ้องเขาไม่ได้”

แล้วอดีตสามีจดทะเบียนกับภรรยาคนใหม่ จะมีผลอะไรมั้ย?

ทนายเจมส์ : “ไม่มีผล การจัดงานแต่งงานกี่คนก็ได้ กฎหมายไม่ได้บอกว่าผิดกฎหมาย แต่จดทะเบียนสมรส จดได้ครั้งเดียว”

คิดว่าอดีตสามีน้องไปรู้จักผู้หญิงคนใหม่นานแค่ไหน?

มิ้ว : “เท่าที่พี่ชายรู้จากเพื่อนฝั่งนั้น เขาบอกว่ารู้จักประมาณ 6 เดือนค่ะ”

ช่วงที่เขากลับมาเมืองไทย แล้วถูกกักตัวอยู่ บอกขอแยกตัวไปอยู่โรงแรม เพราะได้โปรเจ็กต์ใหญ่ แล้วเห็นว่าภาพแต่งงานน้องผู้หญิงคนนั้น ไม่ต่างจากน้องเลย?

มิ้ว : “อันนี้หนูไม่ทราบว่าเขาคิดยังไง ถึงมีแค่เพื่อนเขา เขาให้เหตุผลเหมือนกับหนูมั้ยว่าครอบครัวสามีเก่าทำไมไม่มา”

เคยถามเขามั้ยว่าเราไม่ดีตรงไหน?

มิ้ว : “เคยค่ะ เคยถามว่าหนูไม่ดีอะไร เขาบอกหนูไม่ผิด เขาผิดค่ะ แค่นั้นค่ะ”

เป็นอุทาหรณ์เหมือนกัน?

ทนายเจมส์ : “ของน้องยังดี เคสปีที่แล้ว เคสเสี่ยหมื่นล้าน น้องเขาต้องเป็นหนี้ตั้ง 3 ล้าน ลักษณะคล้ายๆ กัน แต่อันนี้ไปแต่งงานกับอีกคน”

ถ้าอดีตสามีดูอยู่กับภรรยาใหม่ อยากบอกอะไร?

มิ้ว : “ก็ขอบคุณที่ผ่านมาซัปพอร์ตเราทุกอย่าง ขอบคุณจริงๆ อยากให้เขาออกมาขอโทษพ่อแม่เราบ้าง ตั้งแต่เกิดเรื่องเขาไม่เคยพูดเลยว่าขอโทษ”

มอส : “อยากบอกฝ่ายชายอยากให้แสดงความรับผิดชอบ วันที่มาขอน้องสาวเราบอกจะดูแลอย่างดี แต่กลับไปแต่งงานกับคนอื่น”

ประโยชน์ ของการติดฟิล์มกรองแสงลดความร้อน มีประโยชน์อย่างไรบ้าง

ประโยชน์
ประโยชน์

ประโยชน์ ของการติดฟิล์มกรองแสงลดความร้อน มีประโยชน์อย่างไรบ้าง

ฟิล์มกรองแสง
1. ลดแสงจ้า ลดความร้อน และป้องกันรังสียูวี ฟิล์มติดรถยนต์ การติดฟิล์มกรองแสงนั้น สามารถลดความร้อนจากแสงแดดไม่ให้ผ่านเข้ามาภายในตัวอาคารได้ และป้องกันรังสียูวี ที่จะเป็นอันตรายต่อผิวและดวงตา ปกป้องเฟอร์นิเจอร์ไม่ให้ขีดจางจากรังสียูวี สร้างบรรยากาศเย็นสบายและป้องกันผิวหมองคล้ำและการเกิดฝ้าริ้วรอย
2. ลดภาระค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้า เมื่อเราติดฟิล์มกระจกของตัวอาคารแล้ว การป้องกันไม่ให้ความร้อนผ่านเข้าไปนั้น ช่วยให้เครื่องปรับอากาศไม่ทำงานหนัก เพราะอุณหภูมิที่ลดลงจากการติดฟิล์มกันร้อนนั้น ทำให้ระบบปรับอากาศกินไฟน้อยลง สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าที่เกิดจากระบบปรับอากาศได้ 10-15%
3. สร้างความโดดเด่นทันสมัยให้แก่อาคารที่ติดฟิล์ม อาคารที่ติดฟิล์มกรองแสง จะมีความสวยงามโดดเด่นขึ้นมาจากเงางามของฟิล์มกรองแสงชนิดต่าง ๆ ซึ่งท่านสามารถเลือกสีของฟิล์ม เพื่อให้เหมาะกับอาคารหรือองค์กรของท่าน
4. สร้างความเป็นส่วนตัว โดยไม่บดบังทัศนียภาพ
5 .ช่วยลดอันตรายจากการแตกกระจายของกระจก

ฟิล์มนิรภัย
1. ป้องกันการแตกกระจายของกระจก ยึดกระจกไม่ให้แตกร้าว ลดอุบัติเหตุที่เกิดจากการบาดของกระจกที่แตก
2. ช่วยลดระยะเวลาในการทุบทำลายเมื่อถูกกระแทกด้วยของแข็ง โดยระยะเวลาจะขึ้นอยู่กับความหนาของฟิล์มนิรภัย (มิล)

ฟิล์มตกแต่ง
1. เพิ่มความสวยงามให้กระจก
2. สร้างความเป็นส่วนตัว เป็นสัดส่วน
3. ลดแสงรบกวนจากภายนอก

ฟิล์มรถยนต์
1. ลดความร้อนจากแสงแดด
2. ช่วยลดแสงจ้า ในภาวะที่แดดจัดๆ ถนอมสายตา
3. ป้องกันรังสีอุลตร้าไวโอเลตจากแสงแดด ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้ผิวเป็นฝ้า ตกกระ
4. ช่วยชลอการซีดจางและเสื่อมสภาพของวัสดุอุปกรณ์ตกแต่งภายในรถยนต์
5. ช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องปรับอากาศ เพราะทำให้แอร์ทำงานน้อยลง ซึ่งจะช่วยประหยัดน้ำมันได้อีกทางหนึ่งด้วย
6. ช่วยลดอันตรายจากการแตกกระจายของกระจกรถยนต์ในเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ

โฆษก เปิดไทม์ไลน์ 2 ผู้เสียชีวิตรายที่ 62-63 จากโรคโควิด-19 อยู่ กทม.-ตาก

โฆษก ศบค. เปิดเผยไทม์ไลน์ ผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 รายที่ 62 และ 63 ของประเทศไทย เป็นชายไทยอายุ 44 และ 70 ปี อยู่ที่ กทม. และ จ.ตาก

วันนี้ (1 มกราคม 64) นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงรายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวัน ว่า ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 279 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 2 ราย

รายละเอียดผู้เสียชีวิตเพิ่ม 2 ราย มีดังต่อไปนี้

รายที่ 62 ชายไทย อายุ 44 ปี กทม.

20 ธันวาคม 63 ประวัติเดินทางไปร้านอาหารกึ่งบาร์
26-27 ธันวาคม 63 มีอาการไข้ ไอ มีน้ำมูก
28 ธันวาคม 63 ไข้ เหนื่อยหอบ
30 ธันวาคม 63 รู้สึกเหนื่อยมากขึ้น ไปตรวจที่ ARL clinic รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ มีอาการหายใจเหนื่อย ความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดลดลงเหลือ 80 ส่งต่อ ICU เพื่อใส่ท่อช่วยหายใจ ทราบผลตรวจพบติดชื้อโควิด-19 เวลา 22.00 น.
31 ธันวาคม 63 ผู้ป่วยอาการไม่ดีขึ้น แพทย์วินิจฉัยเบื้องต้น ระบบหายใจล้มเหลว ส่งตัวไปรักษาต่อ รพ.จุฬาลงกรณ์ เสียชีวิตเวลาประมาณ 15.00 น. ที่ รพ.จุฬาลงกรณ์
ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ประกอบด้วย คนในครอบครัว 7 คน บุคลากรใน รพ. 6 คน

สนับสนุนโดย ufabet

สลดรับปีใหม่! ตำรวจนอกเครื่องแบบ สน.ดุสิต ยิงหนุ่มองค์การเภสัชฯ ดับหน้าโรงพัก

สลดรับปีใหม่! เมื่อวันที่(1 มกราคม 63) ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน สน.ดุสิต พร้อมแพทย์นิติเวช เข้าตรวจสอบเหตุมีผู้ใช้อาวุธปืนยิงชายรายหนึ่งเสียชีวิตบริเวณ สน.ดุสิต ทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ นายปิยะพงษ์ รุ่งวิทยากุล เจ้าหน้าที่องค์การเภสัชกรรม นอนเสียชีวิตในสภาพนอนหงายเสียชีวิตบริเวณบันไดทางขึ้นสถานีตำรวจ และมีบาดแผลถูกยิงที่ลำตัวหลายนัด

จากการสอบถามเพื่อนผู้เสียชีวิต เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุได้นั่งสังสรรค์ช่วงเทศกาลปีใหม่บริเวณแฟลตตำรวจ ซึ่งอยู่ติดกับ สน.ดุสิต จู่ๆ ก็มีตำรวจนอกเครื่องแบบของ สน.ดุสิต นายหนึ่ง เข้ามาพูดคุยกับผู้เสียชีวิต แต่ไม่ทราบว่าเรื่องอะไร ก่อนจะมีปากเสียงกัน ซึ่งตนเองก็รู้จักตำรวจนายดังกล่าวเป็นอย่างดี จึงได้เข้าห้ามปราม แต่ก็ไม่สามารถที่จะยับยั้งเหตได้

ตำรวจนายดังกล่าวจึงใช้อาวุธปืนที่พกมายิงใส่ผู้เสียชีวิตหลายนัด รวมถึงพยายามยิงใส่ตนเองด้วยระหว่างชุลมุน ก่อนที่จะหลบหนีไป ส่วนผู้เสียชีวิตพยายามไปขอความช่วยเหลือ แต่ก็เสียชีวิตที่หน้าสถานีตำรวจก่อน

ขณะที่พยานอีก 1 รายเล่าว่า ได้นั่งดื่มสังสรรค์กับตำรวจผู้ก่อเหตุ หลังแยกย้ายกันแล้วก็ได้ยินเสียงดังคล้ายประทัด ตนเองคิดว่าเป็นเสียงพลุฉลองเทศกาลปีใหม่ และทราบว่าผู้ก่อเหตุเป็นตำรวจที่ตนเองเพิ่งนั่งสังสรรค์ด้วยกัน เบื้องต้นยังไม่มีตำรวจ สน.ดุสิตรายใดออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สนับสนุนโดย ufabet

ขนลุก “เจ้าแม่ตะเคียนทอง” แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ สาววัย 16 จู่ๆ พูดจาแปลกๆ

ขนลุก คอหวยนับร้อยคนแห่ขอโชคแม่ตะเคียนทองโค้งสุดท้าย ฮือฮา สาวอายุ 16 ปี เกิดมีอาการผิดปกติ พร้อมพูดจาแปลกๆ

วานนี้ (29 ธันวาคม 63) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดหนองทรายกลอย หมู่ 10 บ้านหนองทรายกลอย ต.วังพิกุล อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ ได้มีชาวบ้านจำนวนกว่า 100 คน แห่พากันเดินทางมาขอเลขเด็ด จากต้นตะเคียนทอง เจ้าแม่ศิริกัลยา ซึ่งมีความยาวประมาณ 20 เมตร ที่เจ้าอาวาสวัดหนองทรายกลอย ได้ทำพิธีอัญเชิญมาจาก บ้านซับเปิบ อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์

และในขณะที่คอหวยกำลังโรยแป้ง ส่องหาเลขเด็ดอยู่นั้น ก็ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นมา เนื่องจากจู่ๆ หญิงสาวอายุ 16 ปี ที่ยืนอยู่ข้างๆ ต้นตะเคียน เกิดมีอาการผิดปกติ พร้อมพูดจาแปลกๆ ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับเพื่อนบ้านที่มาด้วยกัน และชาวบ้านที่มาร่วมพิธีกันเป็นอย่างมาก ทราบชื่อต่อมาว่าคือ นางสาวสาริกา อายุ 16 ปี เป็นชาวบ้านในหมู่บ้านดังกล่าว

พอหลังอาการสงบลง ทุกคนต่างลงความเห็นกันว่า คงเป็นเจ้าแม่ตะเคียนทอง ที่มาแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อย่างแน่นอน ยิ่งทำให้คอหวยทุกคนต่างเร่งรีบทาแป้ง ส่องขอเลขเด็ด เพื่อนำไปเสี่ยงโชคในงวดส่งท้ายปีเก่านี้

ด้าน นางทวีป อายุ 55 ปี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว เล่าว่า หลังจากที่ได้ทำพิธีอัญเชิญเจ้าแม่ตะเคียนทองมาที่วัด ผู้คนที่ทราบข่าว ต่างก็ได้เดินทางมากราบไหว้ขอโชคลาภ กันไม่ขาดสาย แต่ก็ยังไม่มีเหตุการณ์ประหลาดอะไรเกิดขึ้น

จนกระทั่งวันนี้ น.ส.สาริกา เกิดอาการแปลกๆ ขึ้นมา ตนเชื่อว่าเป็นการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของเจ้าแม่ศิริกัลยา เจ้าแม่ตะเคียนทอง อายุ 542 ปี อย่างแน่นอน และเชื่อว่าอายุของเจ้าแม่ตะเคียนทอง ก็เป็นหนึ่งในเลขนำโชคที่จะนำไปเสี่ยงโชคในงวดส่งท้ายปีเก่า วันที่ 30 ธันวาคม 63 นี้อย่างแน่นอน

สนับสนุนโดย ufabet

  • 1
  • 2