Browse Category: Uncategorized

พลังประชารัฐเตรียมแห่ขันหมากสู่ขอ “ประวิตร” นั่งประมุขพรรค 23 มิ.ย.นี้

“ประวิตร” “วิรัช” เผยส่งเทียบเชิญ “บิ๊กป้อม” ขึ้นแท่นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ วันอังคารที่ 23 มิถุนายน 63 นี้ ยืนยันไม่ใช่หัวหน้าขัดตาทัพ

ที่พรรคพลังประชารัฐ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อและรักษาการกรรมการบริหารพรรค กล่าวก่อนประชุมรักษาการกรรมการบริหารพรรค กล่าวว่า ในวันอังคารที่ 23 มิ.ย.นี้ เวลา 08.30 น. ก่อนที่จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. แกนนำและ ส.ส.ของพรรคส่วนหนึ่งจะเดินทางไปที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียนเชิญ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธานยุทธศาสตร์พรรค มาเป็นหัวหน้าพรรค ที่จะมีการเสนอชื่อในการประชุมใหญ่สามัญพรรคในวันที่ 27 มิถุนายน 63 นี้ ซึ่งเป็นไปตามประเพณีไทย ที่ต้องไปเชิญและบอกกล่าวก่อน ไม่ใช่อยู่ๆ ก็ไปเสนอชื่อเลย

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่า พล.อ.ประวิตร จะเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อขัดตาทัพในระยะหนึ่งเท่านั้นหรือไม่ นายวิรัช กล่าวว่า ก็อยู่ไปเรื่อยๆ จะอยู่ 6 เดือนได้อย่างไร การที่ พล.อ.ประวิตร เข้ามา ก็มีบุคลิกที่ปรองดอง เชื่อว่าจะป้องกันความขัดแย้ง ช่วยให้พรรคแข็งแกร่ง และช่วยให้ความเชื่อมั่นในพรรคร่วมรัฐบาล เพราะเป็นผู้ใหญที่ทุกพรรคให้ความเคารพ เมื่อถามถึงการปรับ ครม.นายวิรัช กล่าวว่า ไม่ได้คุยกับพล.อ.ประวิตร เพราะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี

อ่านต่อ

โควิด-19 สะท้อน ความไม่เท่าเทียมด้านสุขภาพในสหรัฐฯ

สะท้อน การเสียชีวิตของ “จอร์จ ฟลอยด์” จุดชนวนการประท้วงต่อต้านการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อคนผิวดำที่ลุกลามไปทั่วสหรัฐอเมริกา กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงหลายเชื้อชาติได้เรียกร้องให้ยุติการเหยียดเชื้อชาติและการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมต่อคนผิวดำ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีอยู่อย่างยาวนานในสังคมอเมริกัน ยิ่งไปกว่านั้น การเสียชีวิตของฟลอยด์ยังได้สะท้อนภาพความไม่เท่าเทียมทางสุขภาพของสหรัฐฯ อีกด้วย

แม้โรค โควิด-19 จะไม่เลือกเชื้อชาติและสีผิวของผู้ติดเชื้อ แต่ระบบสุขภาพในหลายประเทศก็สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยจากข้อมูลการสำรวจพบว่า ประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำจะมีอัตราการติดเชื้อโควิด-19 มากกว่าประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวถึง 3 เท่า ขณะที่อัตราการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ของคนผิวดำ มีมากกว่าถึง 6 เท่า ขณะเดียวกัน อัตราการเป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคความดันสูงของชุมชนคนผิวสีที่สูงมาก ก็นำไปสู่ความเสี่ยงติดโรคโควิด-19 ที่สูงตามไปด้วย และช่วงชีวิตของผู้ชายผิวดำก็น้อยกว่าผู้ชายผิวขาวถึง 4 ปี

รายงานเรื่องปัจจัยของความไม่เท่าเทียมทางด้านสุขภาพมีมานานหลายทศวรรษ ซึ่งข้อเสียเปรียบทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น การทำงาน ทีอยู่อาศัย และการศึกษา ล้วนส่งผลกระทบต่อคนในสังคม ทั้งในแง่ของโรคระบาดและความรุนแรง โดยโรงพยาบาลและระบบสุขภาพของสหรัฐฯ ถูกมองว่าไม่ต้อนรับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรม หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ก็ยังแสดงอคติออกมาโดยไม่รู้ตัว

อย่างไรก็ตาม การเลือกปฏิบัติ เพราะเหตุแห่งสีผิวและเชื้อชาติในระบบสุขภาพของสหรัฐฯ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยสหรัฐฯ ต้องรักษาไว้ซึ่งระบบข้อมูลคุณภาพสูง เพื่อตรวจสอบผลทางการแพทย์สำหรับชุมชนของคนผิวสี โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตสุขภาพ วิธีการนี้จะช่วยชี้ให้เห็นการขาดแคลนข้อมูลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งแยกตามเชื้อชาติและชาติพันธุ์ และนำไปสู่การตรวจหาเชื้อและรักษาโรคที่ไร้ประสิทธิภาพ

อ่านต่อ

สุดช็อก หนุ่มติด HIV แอบเมียนัดมีเซ็กซ์กับชายอื่น เก็บบัตรเป็นที่ระลึกกว่า 30 ใบ

สุดช็อก หนุ่มย้ายไปอยู่หาดใหญ่มีเมีย แอบนัดชายมีเซ็กซ์และเก็บบัตรเป็นที่ระลึกกว่า 30 ใบ สารภาพติดเชื้อ HIV ก่อนเจอจับเพราะไปขโมยมือถือ

วานนี้ (18 มิถุนายน 63 ) พ.ต.ท.พัทธนันท์ ภักดีดำรงทรัพย์ รองผู้กำกับสืบสวน สภ.คอหงส์ นำตัว นายบีเอ็ม อายุ 28 ปี ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช มาสอบสวน ภายหลังควบตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ถนนราษฎร์ยินดี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังก่อเหตุหยิบโทรศัพท์มือถือของ น.ส.วีณา อายุ 29 ปี พนักงานโรงแรม ที่วางไว้ที่เคาเตอร์โรงแรม

หลังเกิดเหตุชุดสืบสวนฯ กระจายกำลังเร่งจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดี ได้ที่ห้องเช่าแห่งหนึ่งในอำเภอหาดใหญ่ ค้นภายในห้องพักพบบัตรประชาชน ใบขับขี่ และบัตร ATM เกือบ 20 ใบ และเสื้อผ้าที่ผู้ต้องหาใส่ขณะก่อเหตุพร้อมโทรศัพท์มือถือไว้เป็นหลักฐาน คุมตัวมาสอบปากคำที่สถานีฯ

เบื้องต้น นายบีเอ็ม ให้การยอมรับสารภาพทั้งน้ำตาว่า บัตรต่างๆ ที่พบส่วนใหญ่เป็นของเพื่อนชายที่มีชักชวนมาหลับนอนตามรีสอร์ต หรือห้องเช่าในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จากหลังสำเร็จความใคร่ ก็จะแอบหยิบกระเป๋าเงินซึ่งมีบัตรของผู้เสียหายไว้เป็นค่าตอบแทน และสะสมไว้เป็นที่ระลึกเกือบ 20-30 ใบ บางส่วนส่งคืนทางไปรษณีย์ให้ผู้เสียหายไปแล้ว

นายบีเอ็ม ระบุ เสียใจกับเหตุที่เกิดขึ้น หลังเลิกรากับภรรยาคนแรก มีบุตรด้วยกัน 1 คน ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และมาอยู่กินกับภรรยาคนที่ 2 ในอำเภอหาดใหญ่ แต่ระยะหลังเริ่มมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เบี่ยงเบนทางเพศ และติดเชื้อ HIV โดยทีภรรยาคนที่ 2 ก็ไม่ทราบ มักชวนชายที่มีลักษณะเช่นเดียวกันกว่า 20 คน ไปร่วมหลับนอนโดยไม่ซ้ำหน้า โดยไม่ได้บอกผู้เสียหายว่าตนเองติดเชื้อ แต่ทุกครั้งจะบอกให้ใช้ถุงยาง

อ่านต่อ

หนูทดลอง ของแท้! เผย นายกฯสั่งให้ “อนุทิน” ทดลองฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นคนแรก

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกนะทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกับนาย อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ขณะนี้ความคืบหน้าในการดำเนินการคิดค้น และวิจัยเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันการแพร่ระบาดของ โควิด-19 มีความก้าวหน้าอย่างมาก ซึ่งล่าสุดได้มีการทดลองกับลิงแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการทดลองกับคน เนื่องจากยังไม่มีอาสาสมัคร

ทั้งนี้ จากการหารือร่วมกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

อ่านต่อ

“สี จิ้นผิง”ให้คำมั่น หากจีนผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 สำเร็จ จะช่วยแอฟริกาเป็นกลุ่มแรก

ประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ผู้นำจีน กล่าวว่า แอฟริกาจะเป็นกลุ่มประเทศแรกในโลกที่จะได้รับประโยชน์ หากจีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 และมีการใช้อย่างแพร่หลายภายในประเทศ

ปธน.สี จิ้นผิงกล่าวถ้อยแถลงดังกล่าวในการประชุมสุดยอดจีน-แอฟริกานัดพิเศษเพื่อความร่วมมือในการต่อสู้ไวรัส โควิด-19 โดยเป็นการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

นอกจากนี้ ผู้นำจีนยังหวังว่าประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ จะพิจารณาการพักหนี้ให้แก่แอฟริกา

ปธน.สี จิ้นผิงกล่าวว่า ภายในกรอบความร่วมมือจีน-แอฟริกา จีนจะยกหนี้ของประเทศในแอฟริกาที่ได้กู้เงินปลอดดอกเบี้ยซึ่งมีกำหนดชำระคืนภายในสิ้นปีนี้

ทางด้านศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของแอฟริกา (Africa CDC) เปิดเผยในวันนี้ว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วทวีปแอฟริกามีจำนวน 259,036 ราย

อ่านต่อ

สาวแบงก์อุดรฯ ตวาดลูกค้าโดนสอบสวนข้อเท็จจริง มือโพสต์รุ่นแม่บอกแค่อยากสั่งสอน

สาวแบงก์อุดรฯ ธกส.สาขาน้ำโสม ต้นสังกัดพนักงานสาวตวาดลูกค้า ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงคลิป ด้านมือโพสต์คลิปรุ่นแม่บอกแค่อยากสั่งสอน ไม่คิดจะบานปลาย ทำไปต้องการให้รู้ตัว บอกลูกค้ามีแต่ตาสีตาสาคนแก่ที่ไม่รู้เรื่อง มีอะไรควรแนะนำ อย่ามาด่าคนแก่เหมือนเด็กๆ

สาวแบงก์อุดรฯ กรณีโลกโซเชียลแห่แชร์ และแสดงความคิดเห็นบนเฟซบุ๊กของผู้ใช้ชื่อว่า เพียร แก้วชนะ ได้โพสต์คลิปวิดีโอ และภาพพนักงาน ธกส.ตวาดลูกค้า พร้อมข้อความ “การศึกษาก็มี, หน้าตาก็ดี, ทำงานดี, รักษาคำพูดให้มันดีๆ หน่อย ธกส.น้ำโสม” โดยคลิปเป็นเสียงของชาวบ้านที่ไปติดต่อทำธุรกรรมที่ ธกส.อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี โดยในคลิปเป็นเสียงของพนักงานหญิงของธนาคาร พูดเสียงดังโต้ตอบกับลูกค้า ความยาว 58 วินาที โดยพนักงานหญิงพูดเสียงดัง และตวาดลูกค้า สั่งให้หยุด เงียบ ฟัง ถ้าพูดอีกคำเดียว หนูไม่เอา หนูไล่กลับบ้านทุกคน เงียบ ฟัง

ซึ่งคลิปดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ชาวบ้านใน อ.น้ำโสม ไปติดต่อที่ ธกส.อ.น้ำโสม เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 16 มิถุนายน 2563 แต่เจ้าหน้าที่คนที่ชาวบ้านติดต่อไม่อยู่ แต่มีพนักงานหญิงของธนาคารมารับเรื่องแทน แต่เกิดการปะทะคารมกับชาวบ้านอย่างในคลิป ภายหลังจากมีคลิปออกไปปรากฏว่ามีการแชร์ และมีคนมาแสดงความคิดเห็นถึงเรื่องดังกล่าวจำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี มาเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 17 มิถุนายน 2563 ได้เดินทางไปที่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร อ.น้ำโสม พบ นายยุทธพล แสนบัว ผู้จัดการ ธกส.สาขาน้ำโสม เพื่อขอทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งทาง นายยุทธพลฯ ให้สัมภาษณ์ว่า อันดับแรกในฐานะที่เป็นผู้จัดการ ธกส.สาขาน้ำโสม ขออภัยที่ทำให้พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนไม่สบายใจจากเหตุการณ์เมื่อวาน ซึ่งก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ขอชี้แจงรายละเอียดว่า เมื่อวานมีสุภาพสตรีมาใช้บริการที่สาขา ซึ่งช่วงนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า เรามาตรการ Social Distancing หรือ การรักษาระยะห่าง เพื่อป้องกันโรค โควิด-19 พอดีมีน้องพนักงานสินเชื่อได้นัดลูกค้าคนนี้มา เพื่อทำสัญญาขยายระยะเวลาการชำระหนี้ โดยมีการตกลงกับพนักงานให้บริการไว้แล้ว คนอื่นตัดสินใจให้ไม่ได้ โดยมีหนังสือนัดระบุเวลา 15.00 น. วันที่ 16 มิถุนายน 2563

แต่ด้วยความเร่งรีบของลูกค้า มาก่อนเวลา และมาเจอมาตรการเว้นระยะห่างการให้บริการ อาจจะทำให้เกิดความไม่พอใจการให้บริการที่อาจจะล่าช้าเกินกว่าปกติ มีการแสดงความไม่พอใจกับพนักงาน และลูกค้าท่านอื่น ทำให้มีปากเสียงกันกับพนักงานผู้หญิงของเรา ซึ่งทางสาขาก็ไม่นิ่งนอนใจ เพราะเราเป็นส่วนงานที่ให้บริการ เคารพต่อผู้มาใช้บริการมาโดยตลอด น้องในคลิปอาจจะอ่อนด้อยประสบการณ์ เพิ่งเป็นพนักงานที่บรรจุใหม่ อีกทั้งลูกค้าอาจมีความใจร้อนเกินไป เลยเกิดเหตุการณ์ในสิ่งที่เห็นกันตามคลิป

นายยุทธพล เปิดเผยอีกว่า ลูกค้ามานั่งรอประมาณชั่วโมงกว่าๆ ซึ่งก็ได้เข้าไปถามว่าพนักงานที่นัดไว้อยู่ไหม ก็ได้แจ้งว่าพนักงานคนนี้ออกท้องที่ จะกลับมาประมาณ 15.00 น. เพราะในใบแจ้งนัดเวลา 15.00 น. ถ้าจะคลาดเคลื่อนก็ไม่น่าจะเกิน 20 นาที ด้วยความที่น้องในคลิปอยากจะช่วยให้เหตุการณ์มันผ่านไปได้ ก็ได้เรียกไปเตรียมเอกสาร พูดคุย เผื่อเวลาคนที่นัดมาแล้ว จะได้ไม่เสียเวลามาก ลูกค้ายังแสดงความใจร้อนอยู่ ก็เลยเป็นเหตุที่เห็นในคลิป ซึ่งเป็นคลิปดังกล่าวเป็นคลิปที่ไม่เต็ม เพราะมีเหตุการณ์ต่อเนื่องมาจนเป็นเหตุท้ายๆ แล้ว มันเกิดเหตุขึ้นมาแล้ว

นายยุทธพล เปิดเผยต่อว่า ซึ่งสาขาได้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง เพื่อหามาตรการลงโทษ หรือมาตรการป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุขึ้นอีก พร้อมกันนี้ได้ไปเจรจาพูดคุย ขอโทษขออภัยลูกค้าแล้ว ว่าเราอาจจะไม่เข้าใจกัน การสื่อสารทำให้ทั้งสองฝ่ายเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ ซึ่งได้ดำเนินการขอโทษ ขออภัยกันไปเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ผู้บริหารได้เป็นห่วงเป็นใยเรื่องการให้บริการของเรา ได้เดินทางมาแนะนำ ซักซ้อมการแก้ไขปัญหา หาทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งเรายังคำนึงตัวลูกค้าเป็นสำคัญ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก

“ส่วนกรณีที่มีการไปแจ้งความที่โรงพัก ขอเรียนว่า ธกส.ไม่มีนโยบายไปดำเนินคดีกับลูกค้า แต่พนักงาน 2 คน ที่เห็นอยู่ในคลิป ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่มีภาพออกไปทำให้คนอื่นคิดว่าเป็นเขา และได้รับการคุกคามข่มขู่ตั้งแต่เมื่อคืนด้วยการโพสต์ เมื่อเช้ามีการโทรเข้ามาข่มขู่ จึงทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย จึงไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ส่วนแนวทางการแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีก ด้วยการนำเหตุการณ์มาซักซ้อม ส่วนพนักงานหญิงได้ให้พักสงบสติอารมณ์ ที่บ้านพัก ไม่ใด้มาทำงาน ส่วนลูกค้าที่โพสต์คลิป หลังทำความเข้าใจกัน ก็ได้ขอโทษและลบโพสต์ไปแล้ว” ผจก.ธกส.น้ำโสม กล่าวในที่สุด

ต่อมาผู้สื่อข่าวติดต่อขอพบกับ นางเพียร แก้วชนะ อายุ 51 ปี อยู่ที่ 147 หมู่ 10 บ้านนาเมืองไทย ต. น้ำโสม อ.น้ำโสม จ. อุดรธานี ลูกค้าที่โดนพนักงานสาวตวาดให้หยุด เงียบ ฟัง และขู่ไล่กลับบ้าน เปิดเผยว่า ตนมีอาชีพทำนา เป็นหนี้ ธกส. 3 แสนบาท 3 สัญญา วันเกิดเหตุ ได้นัดกับพนักงานสินเชื่อเวลา 15.00 น วันที่ 16 มิถุนายน เพื่อประนอมหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ นำสัญญามารวมกันเป็น 1 สัญญา โดยมีผู้จะมาค้ำให้ไปด้วยกัน 6 คน ไปรอจนถึง 15.30 น. พนักงานที่นัดกันไม่อยู่ พนักงานที่อยู่ในแบงก์ถามว่ามาอะไร ตนบอกว่ามีนัดกับพนักงานสินเชื่อ จึงให้ตนไปนำเอกสารมา เมื่อนำเอกสารมาที่โต๊ะ พนักงานกลับไม่นั่งโต๊ะเดียว 3-4 คน ไปรวมตัวกันโดยดูคอมพิวเตอร์ ดูเลข ก็ไม่รู้ว่าทำงานอะไรกัน

อ่านต่อ

กสทช. แนะควรปิดเบอร์บ้าน หากไม่ได้ใช้ หลังมีเหยื่อโดนแฮก เจอค่าโทร 75,000 บาท

กสทช.แนะแจ้งปิดเบอร์บ้าน หากไม่ได้ใช้ สกัดถูกแฮกใช้โทรข้ามประเทศ หลังมีผู้ร้องเรียนถูกเรียกเก็บค่าบริการโทรทางไกลระหว่างประเทศกว่า 75,000 บาท

สำนักข่าวไทย รายงาน ที่ประชุมคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม ครั้งที่ 5/2563 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2563 ได้มีการพิจารณาแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนกรณีผู้บริโภคใช้บริการอินเทอร์เน็ตแบบมีเลขหมายโทรศัพท์ประจำที่ของผู้ให้บริการรายหนึ่ง โดยผู้ร้องเรียนถูกเรียกเก็บค่าบริการโทรทางไกลระหว่างประเทศเป็นจำนวนเงินสูงกว่า 75,000 บาท

ซึ่งผู้ร้องเรียนยืนยันว่าไม่ได้ใช้งานโทรศัพท์ประจำที่เลขหมายดังกล่าวในการโทรออกต่างประเทศแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นเลขหมายที่มีไว้สำหรับเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกับกล้องวงจรปิดเท่านั้น จึงได้ร้องเรียนความเดือดร้อนดังกล่าวมายังสำนักงาน กสทช.

หากไม่ได้ใช้ จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกระบวนการพิจารณาของคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ พบว่า มีการเชื่อมต่อสัญญาณไปยังปลายทางต่างประเทศจริงตามยอดเรียกเก็บค่าบริการในใบแจ้งหนี้ แต่มีข้อผิดสังเกตหลายประการ เช่น ในวันเดียว มีการโทรออกไปต่างประเทศทั้งหมดถึง 59 ครั้ง ในช่วงเวลา 20.00 น. ถึง 20.30 น.แต่กลับถูกคิดจำนวนนาทีการโทรออกสูงถึง 1,450 นาที

ที่สำคัญในคำขอสมัครใช้บริการ ผู้ร้องเรียนไม่เคยขอใช้บริการโทรออกต่างประเทศมาก่อน ขณะเดียวกันก็ไม่พบการแก้ไขดัดแปลงอุปกรณ์ของผู้ใช้บริการ จึงสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการถูกแฮกระบบในส่วนของผู้ให้บริการ

ที่ประชุมคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ ที่มีนายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นประธาน จึงมีมติสรุปว่า ผู้ให้บริการจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการโทรออกต่างประเทศเอง โดยผู้ร้องเรียนไม่ต้องชำระค่าบริการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

โดยตั้งแต่ปี 2555 มีเรื่องร้องเรียนลักษณะนี้มายังสำนักงาน กสทช. ไม่ต่ำกว่า 10 ราย โดยที่บางรายถูกเรียกเก็บค่าบริการสูงถึง 776,945.97 บาท ทั้งนี้เมื่อรวมมูลค่าความเสียหายแล้ว พบว่าไม่ต่ำกว่า 1.64 ล้านบาท

นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ กล่าวว่า ปัญหาร้องเรียนลักษณะนี้มีความผิดปกติหลายอย่าง เช่น มีการโทรไปปลายทางที่เป็นประเทศอาทิ ประเทศปากัวนิวกินี หรือปลายทางเป็นเลขหมายโทรศัพท์ผ่านดาวเทียมในต่างประเทศ มีการโทรออกจำนวนมากในวันเดียวกัน มีการโทรออกไปยังปลายทางต่างประเทศพร้อมกันหลายแห่งในช่วงเวลาเดียวกัน หรือบางกรณีมีการโทรไปยังปลายทางเดียวกันที่เป็น Call Center ผ่านระบบ VoIP ในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งที่การโทรครั้งแรกยังไม่ได้วางสาย

นอกจากนี้ หลายกรณีพบว่าเป็นการโทรออกไปยังต่างประเทศในช่วงเวลาขณะที่บริษัทปิดทำการ บางรายเมื่อมีการตรวจสอบกล้องวงจรปิดแล้วก็ไม่พบผู้โทรออกแต่อย่างใด ซึ่งเมื่อมีกรณีร้องเรียนเข้ามาที่สำนักงาน กสทช. ก็จะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และมีการเจรจาระหว่างผู้ให้บริการกับผู้บริโภค

หากว่าผู้บริโภคใช้งานตามปกติแล้วเกิดปัญหาทางเทคนิคขึ้นหรือระบบถูกแฮก ก็ไม่ใช่ภาระที่ผู้บริโภคต้องรับผิดชอบ เรื่องนี้ถือเป็นปัญหาอาชญากรรมทางด้านโทรคมนาคม และเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคป้องกันตัวเองได้ยาก ผู้ให้บริการและสำนักงาน กสทช. จึงควรต้องร่วมมือกันเร่งหามาตรการทั้งในเชิงนโยบายและในด้านเทคนิคเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นอีก

ส่วนผู้บริโภคที่ประสบปัญหาทำนองนี้ก็อย่าเพิ่งตกใจ อยากให้ร้องเรียนมาที่สำนักงาน กสทช. สายด่วน 1200 เพราะเมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการรับเรื่องร้องเรียนแล้ว ผู้บริโภคก็ยังไม่จำเป็นต้องชำระหนี้จนกว่าข้อพิพาทจะยุติ และทางบริษัทก็ไม่มีสิทธิอ้างเหตุการค้างชำระหนี้จำนวนดังกล่าวในการระงับสัญญาณบริการ ซึ่งในระหว่างนั้นสำนักงาน กสทช. ก็จะตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งในฝั่งผู้ให้บริการและผู้ร้องเรียน

นายประวิทย์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องเปิดใช้งานเบอร์บ้านหรือเบอร์โทรศัพท์ประจำที่แล้วก็ได้อินเทอร์เน็ตบ้านสามารถใช้แบบไม่ต้องมีเลขหมายได้ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ไม่จำเป็น เช่น ค่ารักษาเลขหมายลงไปได้ และที่สำคัญยังทำให้ไม่เสี่ยงต่อการถูกแฮกระบบโทรทางไกลไปต่างประเทศอีกด้วย

อ่านต่อ

ตำรวจแจ้ง ข้อหาสาวรุ่นพี่ทำร้ายร่างกายเตะเสยคาง ด.ญ.วัย 14 จนสลบ ปมทะเลาะหึงหวง

ตำรวจแจ้ง ข้อกล่าวหากรณีทำร้ายร่างกายกับหญิงวัย 21 ที่เตะเสยหน้าหญิงวัย 14 จนฟุบลงกับพื้น ขณะที่ญาติผู้เสียหายพร้อมให้อภัยหากคู่กรณีเข้ามาขอโทษ

ความคืบหน้ากรณี น้องไอซ์ ด.ญ.วัย 14 ปี ชาว อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.บ้านไผ่ เอาผิด น.ส.แบม อายุ 21 ปี ข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น หลัง น้องไอซ์ นัดเคลียร์กับ น้องหมวย ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกัน ปมเข้าใจผิดหึงหวงแฟนหนุ่ม โดยต่างฝ่ายต่างทำร้ายซึ่งกันและกัน ก่อนจะแยกย้ายแบบจบกันไป

ภายหลังจากที่ทั้งคู่เคลียร์กันจบแล้ว น.ส.แบม อายุ 21 ปี ซึ่งเป็นรุ่นพี่ของ น้องหมวย ได้เข้ามาทำร้าย น้องไอซ์ ก่อนจะเตะเสยเข้าที่ใบหน้าจนฟลุบลงกับพื้น โดยมีผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ถ่ายคลิปเอาไว้ทั้งหมดและเป็นหลักฐานสำคัญในการเข้าแจ้งความด้วย เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดย น้องไอซ์ เข้าแจ้งความในวันที่ 14 มิ.ย.

ตำรวจแจ้ง ล่าสุด พ.ต.อ.สุวัฒน์ สมจิตต์ ผกก.สภ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่าภายหลังผู้บาดเจ็บเข้าแจ้งความ ได้ทำการสอบปากคำรวมทั้งให้ผู้บาดเจ็บตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลบ้านไผ่ตั้งแต่เมื่อวานที่ผ่านมา ในวานนี้ (16 มิถุนายน 63) ได้เรียก น.ส.แบม อายุ 21 ปี ผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาสอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น พร้อมกับให้พนักงานสอบสวนส่งฟ้องต่อศาลต่อไป

ด้าน นางแดง ยายของ น้องไอซ์ ผู้เสียหาย กล่าวว่า ขณะนี้ทางครอบครัวตนเองไม่ได้ติดใจเอาความหรือเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ จากคู่กรณี แต่ต้องไปแจ้งความดำเนินคดีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงแบบนี้อีกกับหลานสาว และอยากให้เป็นอุทาหรณ์สำหรับวัยรุ่น-หนุ่มสาวไม่ให้กระทำการในลักษณะดังกล่าว เพราะมีแต่ผลเสียมากกว่าผลดี แต่เมื่อเป็นคดีความแล้วก็ว่ากันตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนตัวนั้นอยากให้ทางคู่กรณีมาพูดคุยหรือขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ถือว่าเพียงพอแล้ว เพราะไม่อยากให้ต้องมีเรื่องบาดหมางใจกันในภายภาคหน้า

ขณะที่ แม่น้องหมวย คู่กรณีอีกคน บอกว่า ลูกสาวและน้องไอซ์ เป็นเพื่อนรักกันมานานเพราะเป็นคนบ้านเดียวกัน ที่ผ่านมาก็ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด กระทั่งมาทราบข่าวว่าลูกสาวมีเรื่องทะเลาะกับ น้องไอซ์ ตามที่ปรากฏในคลิปตามสื่อต่างๆ ก็ตกใจ เพราะไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ เมื่อสอบถามลูกสาวจึงทราบว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดกันตามประสาวัยรุ่น เพราะหลังจากที่ทะเลาะตบตีกันก็แยกย้ายกัน แต่เรื่องราวกับบานปลาย เพราะมี น.ส.แบม รุ่นพี่ ที่เข้ามาทำร้ายร่างกาย น้องไอซ์ ซ้ำจนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งตนเองก็พร้อมที่จะเข้าไปขอโทษกับทางคุณยายน้องไอซ์ เพื่อให้เรื่องราวระหว่างทั้งคู่นั้นจบลงด้วยดี เพื่อที่ทั้งคู่จะได้กลับมาเป็นเพื่อนรักกันอีกครั้ง

อ่านต่อ

ยอมแล้ว “ทรัมป์” ลงนามคำสั่งผู้นำฝ่ายบริหาร ปฏิรูปตำรวจสหรัฐฯ

ยอมแล้ว ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อดำเนินการปฏิรูปการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในสหรัฐฯ พร้อมเน้นย้ำให้เป้าหมายการรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อยในประเทศเป็นหลัก

การลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารนี้เกิดขึ้นในวันอังคารตามเวลาในสหรัฐฯ หลังมีประชาชนทั่วสหรัฐฯ และในหลายประเทศร่วมชุมนุมและเดินขบวนต่อต้านการใช้ความรุนแรงโดยตำรวจและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับการเสียชีวิตของ จอร์จ ฟลอยด์ ชายชาวอเมริกันผิวสี ระหว่างถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจผิวขาวที่เมืองมินนีแอโปลิสเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม

สำนักข่าว รอยเตอร์ส ระบุว่า คำสั่งล่าสุดนี้เป็นความพยายามของปธน.ทรัมป์ ที่จะแสดงความตั้งใจในการแก้ปัญหาความอยุติธรรมทางเชื้อชาติก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 3 พฤศจิกายน 63

ปธน.ทรัมป์ ยังแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อครอบครัวของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการใช้ความรุนแรงโดยตำรวจ พร้อมสัญญาที่จะต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรมและเพื่อไม่ให้ผู้ที่วายชนม์เพราะเหตุดังกล่าว เสียชีวิตโดยเปล่าประโยชน์

อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ ย้ำว่า ยังต้องมีการรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อยให้ประเทศต่อไป

ก่อนหน้านี้ ในช่วงแรกของการเดินขบวนทั่วประเทศและมีเหตุการณ์ที่ผู้ประท้วงบางกลุ่มบุกรุก ทำลายทรัพย์สิน และขโมยของจากห้างร้านที่ถูกบุกไป ปธน.ทรัมป์ ทวีตข้อความเรียกร้องให้มีการปราบปราบผู้ประท้วงและเน้นย้ำการใช้กำลังทหารเข้าจัดการกับความไม่สงบ

ภายใต้คำสั่งฝ่ายบริหารที่ออกมาใหม่นี้ ผู้นำสหรัฐฯ เน้นย้ำให้หน่วยงานตำรวจทั่วประเทศยึดถือมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่เมื่อต้องใช้กำลัง และปรับปรุงวิธีการใช้ข้อมูลร่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ที่มีประวัติไม่ดีเข้ามาร่วมงาน รวมทั้งจ้างนักสังคมสงเคราะห์มาช่วยงานเกี่ยวกับยาเสพติดและคนไร้บ้าน ที่ไม่มีกรณีการใช้ความรุนแรง

อ่านต่อ

สื่อ เกาหลีเหนือ เย้ย สำนักประสานงานเกาหลีใต้ “ถูกถล่มจนพังราบเป็นหน้ากลอง”

สำนักข่าว KCNA ของรัฐบาล เกาหลีเหนือ รายงานว่า สำนักงานประสานงานระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองแกซอง เมืองชายแดนของเกาหลีเหนือนั้น ถูกทำลายจน “พังราบเป็นหน้ากลอง” ในวันนี้
รายงานข่าวจาก KCNA ระบุว่า “เมื่อเวลา 14.50 น. สำนักงานประสานงานถูกระเบิดจนพังพินาศ”

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังก่อนหน้านี้สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า คิม โย จอง น้องสาวของนายคิม จอง อึน ได้ส่งสัญญาณไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะมีการทำลายสำนักงานแห่งนี้ โดยกล่าวว่า “อีกไม่นาน เราจะได้เห็นสำนักงานประสานงานอันไร้ประโยชน์แห่งนี้ถูกทำลายจนราบคาบ”

ขณะที่สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เสียงระเบิดดังสนั่นที่สำนักงานประสานงานระหว่างสองเกาหลี และมีควันพวยพุ่งขึ้นมาจากเมืองแกซอง โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.49 น.ตามเวลาท้องถิ่นในวันนี้

สำนักงานประสานงานระหว่างสองเกาหลีได้จัดตั้งขึ้นในเดือน ก.ย. 2561 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงระหว่างนายมูน แจ อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ และนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ในการประชุมสุดยอดซึ่งมีขึ้นในเดือนเม.ย. 2561

การปฏิบัติงานที่สำนักงานดังกล่าวได้ถูกระงับลงในเดือนม.ค.ปีนี้ เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19

เมื่อไม่นานมานี้ เกาหลีเหนือขู่ว่าจะปิดสำนักงานดังกล่าว เพื่อเป็นการตอบโต้ที่เกาหลีใต้ไม่สามารถห้ามนักเคลื่อนไหวให้หยุดโปรยใบปลิวต่อต้านเกาหลีเหนือได้

ส่วนในช่วงเช้าวันนี้ เกาหลีเหนือได้เตือนว่าจะทำการส่งกองกำลังทหารเข้าไปประจำในการเขตปลอดทหาร ซึ่งเขตที่แยกดินแดนระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้

อ่านต่อ