เผยผลตรวจสารในขวดน้ำนักวิ่งโดนวางยา คือ “ไซลาซีน” ยาสลบสัตว์

อ.อ๊อด เผยผลตรวจสารในน้ำนักวิ่งโดนวางยา พบเป็นสาร “ไซลาซีน” ที่สัตวแพทย์ใช้วางสลบสัตว์ เพจดังแฉวางขายเพียบในเว็บ ทั้งที่เป็นยาต้องควบคุมอย่างเคร่งครัด

จากกรณี นายวิโรจน์ อายุ 42 ปี หนุ่มนักวิ่ง โพสต์เตือนภัย เพราะสงสัยว่าตนเองถูกเจาะขวดน้ำดื่มเพื่อวางยา ขณะไปวิ่งออกกำลังกายในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งในเทศบาลนครนนทบุรี จนเกิดอาการลิ้นแข็ง ตาค้าง ต้องเข้าโรงพยาบาล

ล่าสุด (25 มิถุนายน 63) รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ หรือ อาจารยอ๊อด อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า ได้รับตัวอย่างน้ำมา 60 มิลลิลิตร มาตรวจหาสารแปลกปลอมและคาดว่าจะปนเปื้อนอยู่ในน้ำ ในห้องปฏิบัติการ พบสารไซลาซีน Xylazine ยาสลบที่ใช้ในม้า วัว ควาย และแมทธิว พาราเบน ซึ่งเจือปนอยู่ 1% ในตัวอย่างน้ำของนักวิ่งที่โดนวางยา สัตวแพทย์ชอบใช้ในแมว

ด้าน เพจเฟซบุ๊กชื่อดัง Drama-addict ตั้งข้อสังเกตว่า ไซลาซีน เป็นยาสลบที่สัตวแพทย์ใช้ในการวางยาสลบให้สัตว์ เช่น ม้า วัว กวาง ก่อนทำการรักษา ซึ่งเป็นยาที่ต้องควบคุมการใช้อย่างเคร่งครัด

อ่านต่อ

เผาแล้วศพ “ปูนิ่ม” ไร้เงา “ผู้กองบอย” ญาติและเพื่อนหลั่งน้ำตาอาลัย

พิธีฌาปนกิจศพ น้อง “ปูนิ่ม” ไร้เงา ผู้กองบอย มาร่วมงาน ทั้งที่เคยบอกว่าจะกลับมาร่วมส่งดวงวิญญาณเมียขึ้นสวรรค์

เมื่อวันที่ (26 มิถุนายน 63) ที่วัดบ้านดงเค็ง หมู่ 4 ต.ดอนสมบูรณ์ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นสถานที่ฌาปนกิจศพ น้องปูนิ่ม หรือ นางสาวพิมชฎาพร อายุ 29 ปี หลังเสียชีวิตในบ้านพักย่านบางกะปิ โดยถูกสามี ผู้กองบอย หรือ ร.ต.อ.ทรงกลด รองสารวัตรสืบสวน สน.วังทองหลาง ซึ่งอ้างว่าปืนลั่นถูกศีรษะเสียชีวิต และตั้งศพสวดอภิธรรมบำเพ็ญกุศลตามประเพณี 3 คืน

โดยทางญาติได้เคลื่อนศพออกจากบ้าน เพื่อประกอบพิธีฌาปนกิจตามประเพณีในเวลา 15.00 น. ทั้งนี้ มีญาติพี่น้อง และเพื่อนร่วมรุ่นน้องปูนิ่ม เดินทางมาจากหลายจังหวัดทั่วประเทศ ต่างเดินทางมาร่วมไว้อาลัยครั้งสุดท้ายให้กับน้องปูนิ่มเป็นจำนวนมาก บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า โดยเฉพาะนางทองใส มารดา และ นายสมัย น้าชาย รวมทั้งญาติและเพื่อนสนิทอีกหลายคน ที่หลั่งน้ำตาและร้องไห้ตลอดเวลา

นายประไพ อายุ 67 ปี ลุงน้องปูนิ่ม กล่าวว่า ตนยังรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่น้องปูนิ่มถูกสามี คือผู้กองบอยใช้ปืนขู่ และอ้างว่าปืนลั่นถูกศีรษะเสียชีวิต ซึ่งไม่ว่าจะสาเหตุใดก็ตาม แต่ผู้กองบอยคือผู้ต้องหา ที่พรากชีวิตของน้องปูนิ่มที่เป็นลูกเป็นหลานของเราไปอย่างไม่มีวันกลับ ผู้กองบอยจึงสมควรได้รับการลงโทษตามกฎหมาย

อ่านต่อ

เพลย์ลิสต์เติมกำลังใจของคนยุคนี้ “เช้าที่ดีกว่า” ซิงเกิลใหม่จากเนสกาแฟ X บอย โกสิยพงษ์

จากจุดเริ่มต้นที่ต้องการเติมกำลังใจให้ทุกคนมีเช้าวันใหม่ที่ดีกว่าเดิม! เนสกาแฟจึงขอเปิดอีกหนึ่งแคมเปญใหญ่ชักชวนบอย โกสิยพงษ์มาทำเพลง “เช้าที่ดีกว่า” ภายใต้การขับร้องของ 5 ศิลปินคุณภาพ โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร, เบน-ชลาทิศ ตันติวุฒิ, เป้ วงมายด์-บดินทร์ เจริญราษฎร์, ปุยฝ้าย AF – ณัฎฐพัชร์ วิภัทรเดชตระกูล และวุฒิ วงศ์สรรเสริญ พร้อมกับคว้านักแสดงหนุ่มอารมณ์ดี ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ แบรนด์แอมบาสเดอร์เนสกาแฟ เรดคัพ มาปลุกไฟในตัวทุกคนผ่านเอ็มวีที่สร้างขึ้นจากแรงบรรดาลใจดีๆ และอยากส่งต่อให้กับทุกคน

“หากยังจำกันได้ เพลง “เปิด” เป็นเพลงที่ฟังง่ายๆ ที่ผมได้แต่งให้กับเนสกาแฟ เรดคัพเมื่อ 10 ปีก่อน และดีใจมากครับที่ได้กลับมาร่วมงานกับเนสกาแฟ เรดคัพอีกครั้ง ซึ่งโจทย์ครั้งนี้คือการนำเพลงเดิมมารีเมกเป็นเพลงใหม่ ที่มีเนื้อหาให้กำลังใจคนไทยสู้ต่อไป และก้าวผ่านความท้าทายต่างๆ เพื่อเริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่ดีกว่า จึงเป็นที่มาของการปรับท่วงทำนองเพลงจากซอฟท์ ๆ ให้ฟังแล้วฮึกเหิม มีพลัง พร้อมแต่งเนื้อร้องท่อนพิเศษเพิ่มเข้าไป โดยใช้แสงอาทิตย์ยามเช้าเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง”

บอย โกสิยพงษ์ เล่าถึงที่มาของเพลงนี้ให้ฟัง พร้อมกับบอกต่อว่า “ในเวลานี้ที่คนไทยต้องก้าวผ่านความท้าทายไปด้วยกัน ผมเข้าใจดีว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ทุกคนต้องมีความหวัง ตราบที่วันพรุ่งนี้ยังตื่นเช้ามาเจอแสงอาทิตย์ของวันใหม่ ชีวิตก็ยังมีหวัง และเราก็สามารถเริ่มต้นเช้าที่ดีกว่าได้เสมอ เหมือนกับเพลง ๆ นี้ที่ผมแต่งจากใจ เพื่อเติมพลังและกำลังใจให้กับทุกคน”

นอกจากเนื้อร้องที่ถูกปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วนเพื่อสร้างกำลังใจให้คนฟัง SANOOK มองว่าอีกหนึ่งทีเด็ดของเพลงนี้ก็คือการได้ศิลปินคุณภาพมาช่วยทำให้เพลงนี้แตกต่าง และปลุกปลอบใจได้ดียิ่งขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มีพลัง

อ่านต่อ

“พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ยังจำเป็น “สมช.” แจงเหตุต้องใช้ต่อ ลั่นไม่มีนัยทางการเมือง

“พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ยังจำเป็น “สมช.” แจงเหตุต้องต่อ เพื่อรับมือการผ่อนคลายกิจกรรมระยะที่ 5 ป้องกันการแพร่ระบาดสถานการณ์โควิด ยืนยันไม่มีนัยทางการเมือง

วานนี้ (25 มิถุนายน 63 ) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เปิดเผยภายหลังการประชุมเพื่อประเมินความเหมาะสมในการขยายเวลาประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2563

มีการพิจารณาเรื่องสำคัญคือการผ่อนคลายกิจกรรม กิจการในระยะที่ 5 ที่จะเริ่มในวันที่ 1 กรกฎาคม ซึ่งเรียกได้ว่าจะมีการผ่อนคลายทั้งหมด เช่น การเปิดเรียน การไม่จำกัดเวลาในการเปิดห้างสรรพสินค้า สถานบริการ ผับ บาร์ คาราโอเกะ อาบอบนวด ร้านเกม ซึ่งรายละเอียดตรงนี้ต้องเสนอให้ ศบค.ชุดใหญ่ พิจารณาให้ความเห็นชอบอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 63 นี้

ส่วนการแข่งขันกีฬา จะให้มีผู้เข้าชมได้เมื่อไรนั้น ต้องรอดูการผ่อนคลายระยะที่ 5 ก่อน ถ้าสถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้น รวมถึงสถานการณ์โลกดีขึ้นค่อยพิจารณา เพราะ ศบค.ชุดเล็กจะประเมินกันเป็นรายวัน

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาเกี่ยวกับการขยายเวลาประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเราดูในทุกมิติ ทั้งความมั่นคง ข่าวกรอง กฎหมาย และสาธารณสุข ซึ่งเห็นควรให้ขยายเวลาออกไปอีก 1 เดือนตั้งแต่วันที่ 1-31 กรกฎาคม 2563 เพราะกิจกรรมที่ได้รับการผ่อนคลายในระยะที่ 5 มีความล่อแหลมต่อการระบาดของโควิดมากที่สุด

รวมทั้ง “การเปิดเรียน” ด้วย เราจึงต้องให้ความสำคัญในการป้องกันอย่างมาก จึงจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่อไป เพราะหากไม่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ต้องใข้กฎหมายถึง 5 ฉบับมาแทนที่ แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะมีประสิทธิภาพเท่ากับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังจำเป็น หรือไม่ เช่น พ.ร.บ.ควบคุมโรค ก็จะเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะจุด ไม่ใช่การทำงานเชิงรุก กลยุทธ์ในการป้องกันโควิดของเราตั้งแต่แรกคือใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ควบคุมไม่ให้มีการนำโรคจากต่างประเทศเข้ามาสู่ประเทศไทย ซึ่งมีประสิทธิภาพเป็นกลไกสำคัญ เมื่อเราจะผ่อนคลายกิจกรรมที่ล่อแหลมจึงต้องคงเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพนี้ต่อไป และเรื่องนี้ยังเป็นเพียงการพิจารณาของชุดเฉพาะกิจ ยังต้องเข้าที่ประชุม ศบค. และ ครม. ต่อไป

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายการเมืองออกมาโจมตีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีนัยแฝงทางการเมือง นอกเหนือจากการป้องกันโควิด พล.อ.สมศักดิ์ กล่าวว่า การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่มีนัยทางการเมืองตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันและอนาคต เห็นได้จากเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 63 ที่มีการทำกิจกรรมทางการเมือง ก็ไม่มีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปดำเนินการ เพราะมีการใช้ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ อยู่แล้ว

“เราใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ด้วยเหตุผลทางสาธารณสุขเป็นหลัก และเมื่อมีการประกาศผ่อนคลายเฟส 5 แล้ว ก็ไม่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน ที่สำคัญช่วง 1 เดือนนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะสถานการณ์โลกยังมีความน่าเป็นห่วง แม้ประเทศเราดีแต่ก็กังวลเรื่องการระบาดรอบ 2 หากเป็นเช่นนั้นสิ่งที่เราทุ่มเทมาจะสูญเปล่า เราจึงต้องมีมาตรการที่สร้างความมั่นใจป้องกันการแพร่ระบาด นั่นคือการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” พล.อ.สมศักดิ์ กล่าว

ส่วนการพิจารณา Travel Bubble นั้น เรื่องนี้มีการพูดคุยแต่ยังไม่มีข้อยุติในเร็ววันนี้ ต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน และปัจจุบันก็ยังไม่มีประเทศใดประสานเข้ามาแต่อย่างใด แต่ที่มีข้อยุติในเร็ววันคือ การเดินทางของนักธุรกิจที่ปัจจุบันมีบางส่วนเดินทางเข้ามาแล้ว ต้องถูกกักตัว 14 วัน แต่เราพิจารณาในส่วนของนักธุรกิจที่เข้ามาเพียงไม่กี่วัน จะให้เขาสามารถเดินทางไปทำธุรกิจต่อได้เลย ไม่ต้องกักตัว แต่ต้องมีมาตรการที่เข้มข้นคือ ต้องมีการตรวจหาเชื้อโควิดอย่างน้อย 3 ครั้งคือ ก่อนเดินทาง เมื่อเดินทางมาถึงเมืองไทย และก่อนออกจากประเทศไทย รวมถึงระหว่างอยู่ในประเทศไทยก็ต้องสามารถติดตามตัวได้ตลอด

อ่านต่อ

ตร. มินนิอาโปลิสยัน คดี “จอร์จ ฟลอยด์” เป็นฆาตกรรมแน่นอน

เมื่อวันที่(25 มิถุนายน 63)เมดาเรีย อาร์ราดอนโด หัวหน้าตำรวจมินนิอาโปลิส ยืนยันว่า การเสียชีวิตของ “จอร์จ ฟลอยด์” ชายผิวดำ เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นการฆาตกรรม เนื่องจาก “เดเร็ค ชอวิน” เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ใช้เข่ากดลงบนคอของฟลอยด์จนขาดอากาศหายใจนั้น “รู้ดีว่าตนเองกำลังทำอะไร” เพราะเขาเคยฝึกการจับกุมโดยป้องกันไม่ให้เกิดการขาดอากาศหายใจมาก่อน

“การเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าสลดของจอร์จ ฟลอยด์ ไม่ได้เกิดจากปฏิบัติการที่ไม่ผ่านการฝึก เรามีการฝึกอยู่ ชอวินรู้ว่าเขากำลังทำอะไร คนหนึ่งตั้งใจให้มีการเสียชีวิต ส่วนคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ห้ามปราม นี่เป็นการฆาตกรรม ไม่ใช่เพราะไม่ได้ผ่านการฝึกปฏิบัติ” อาร์ราดอนโดยืนยันผ่านแถลงการณ์

แถลงการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา หลังจากที่สื่อมวลชนตั้งคำถามกับบันทึกการฝึกอบรมและขอข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่กรมตำรวจมินนิอาโปลิสเคยให้คำมั่นเมื่อปี 2013 ว่าจะให้เจ้าหน้าที่ทุกคนเข้ารับการฝึกอบรมเกี่ยวกับอันตรายจากการจับกุมโดยทำให้ขาดอากาศหายใจ

อ่านต่อ

“ปฏิวัติอเมริกา” อีกหนึ่งต้นเหตุสู่การขับเคลื่อนไหว Black Lives Matter

เมื่อวันที่ (25 มิถุนายน 63 )“ปฏิวัติอเมริกา” การรื้อถอนอนุสาวรีย์ฝ่ายใต้ในสหรัฐอเมริกา จุดชนวนข้อถกเถียงเรื่อง “การเหยียดสีผิว” ที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานในสังคมอเมริกัน ถึงแม้ว่า “สงครามกลางเมือง” จะมีสาเหตุจากความขัดแย้งของชนชั้นนำเพื่อแย่งชิงอำนาจ แต่นักประวัติศาสตร์ก็เห็นพ้องกันว่า ต้นตอของสงครามในครั้งนี้คือ “การถือครองทาส” โดยสงครามที่ร้ายแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติสหรัฐฯ ครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความพยายามรักษา “สถาบันคนผิวขาว” ของรัฐทางใต้ แต่อีก 155 ปีต่อมา อนุสาวรีย์ของผู้นำฝ่ายใต้กลับถูกรื้อถอน ธงของฝ่ายใต้ถูกสั่งห้ามใช้ในกิจกรรมสาธารณะ ขณะที่ชื่อฐานทัพของกองทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งตามชื่อของผู้นำฝ่ายใต้ ก็ต้องเผชิญกับความกดดันให้เปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม สงครามกลางเมืองไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีทันใด แต่เป็นจุดเดือดของการเหยียดคนผิวดำเชื้อสายแอฟริกัน ที่คุกรุ่นอยู่ในสถาบันทางสังคมมาอย่างยาวนาน โดย 240 ปีก่อนสงครามกลางเมือง มีการกดขี่สิทธิการอยู่อย่างเสรีของคนผิวดำในแผ่นดินอเมริกาอย่างหนักหน่วง หรือการปฏิบัติต่อคนกลุ่มนี้เยี่ยง “ทาส” จนนำไปสู่ความพยายามลุกขึ้นมาต่อสู้ ที่ทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลวหลายต่อหลายครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น สงครามกลางเมืองยังเป็นจุดเดือดของนโยบายด้านสีผิวที่ล้มเหลว เหตุผลเหล่านี้ ทำให้คนอเมริกันในปัจจุบันจึงต้องการให้รื้อถอนอนุสาวรีย์เพื่อเปลี่ยนแปลงความเชื่อและความเข้าใจอดีตของประเทศ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ “สงครามกลางเมือง” ไม่ใช่สงครามเดียวในสหรัฐฯ ที่มี “ทาส” เป็นองค์ประกอบสำคัญ

ย้อนกลับไปถึงสงครามในปี 1812 ทหารอังกฤษออกลาดตระเวนตามเส้นทางจากบัลติมอร์ถึงวอชิงตัน และผ่านพื้นที่ของนายทาส ซึ่งทหารอังกฤษทำให้กลุ่มทาสแปรพักตร์เข้าร่วมกับฝ่ายอังกฤษเป็นจำนวนมาก แม้ในช่วงท้ายของสงคราม สถานที่สำคัญของสหรัฐฯ จะถูกทำลายลง แต่สงครามครั้งนี้ก็เป็นการปลดแอกทาสครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ คือมากกว่า 4,000 คนในช่วงปี 1776 ถึง 1865 และต่อมา กลุ่มทาสเหล่านี้ได้เดินทางไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่รัฐโนวาสโกเชีย ประเทศแคนาดา และประเทศจาเมกา

ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยเรื่องทาสผิวดำเชื้อสายแอฟริกันยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดสงครามปฏิวัติอเมริกาอีกด้วย โดยก่อนหน้าที่จะเกิดสงคราม ชาวอเมริกันที่อยู่ในรัฐทางใต้มีความภักดีต่อจักรวรรดิอังกฤษ และดื่มด่ำไปกับสถานะ “ลูกรัก” ซึ่งรัฐทางตอนเหนือไม่มี ผู้ครองรัฐทางใต้มักส่ง “สินค้าคุณภาพดี” ไปให้กับอังกฤษ เช่น ฝ้าย ไม้และคราม รวมถึงยาสูบ ข้าว และน้ำตาล แม้ว่าสินค้าเหล่านี้จะได้มาจากเหล่าแรงงานทาสผิวดำ แต่ทางอังกฤษเองก็พยายามมองข้ามไป ขณะที่ “การค้าไตรภาคี” ก็รวมไปถึงการนำเข้าทาสจากแอฟริกาทางใต้ซึ่งกลายเป็นเรื่องปกติ ดังนั้น หากไม่นับรวมความกังวลเรื่องภาษีที่ต้องเสียให้กับอังกฤษของผู้ครองรัฐทางใต้ เรื่องทาสไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายของพวกเขา เหมือนที่เกิดขึ้นกับรัฐทางตอนเหนือ แต่อะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้ครองรัฐทางใต้เข้าร่วมสงครามปฏิวัติอเมริกา

อ่านต่อ

แท็กซี่ พุ่งตกหลุมตอม่อ เหล็กเส้นเสียบทะลุกระจก คนขับ-ผู้โดยสารรอดปาฏิหาริย์

 

หวาดเสียว แท็กซี่ หักหลบท่อนไม้ เสียหลักลงหลุมตอม่อเจอเหล็กเส้นเสียบ คนขับ-ผู้โดยสาร รอดปาฏิหาริย์

เมื่อเวลา 05.45 น. (25 มิถุนายน 63) ร.ต.ท.วรวุฒิ เกตุแก้ว รองสารวัตร(สอบสวน) สน.ทุ่งสองห้อง รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถแท็กซี่พุ่งตกลงไปในบ่อน้ำ บริเวณไซต์งานก่อสร้างของรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ช่วงก่อนขึ้นสะพานข้ามแยกทางเข้าศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะขาออก แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. จึงรุดตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่จราจร สน.ทุ่งสองห้อง และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุอยู่บนถนนแจ้งวัฒนะขาออก มุ่งหน้าปากเกร็ด บริเวณหน้ากรมการกงสุล ซึ่งเป็นถนน 3 เลน พบรถแท็กซี่ยี่ห้อโตโยต้า สีเหลือง หมายเลขทะเบียนป้ายเหลือง ทษ 3122 กรุงเทพมหานคร สภาพหน้ารถพังยับถูกเหล็กเส้นเสียบคาทะลุกระจกหน้าอยู่ ในลักษณะรถพุ่งปักลงอยู่ในบ่อระหว่างก่อสร้าง WATER THAK (ถังเก็บน้ำ) ที่จะใช้เก็บน้ำใช้ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ลึกประมาณ 4 เมตร

จากการสอบถาม นายคนอง อายุ 36 ปี โชเฟอร์แท็กซี่ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนรับผู้โดยสารเป็นผู้หญิง 1 คนมาจากสถานีขนส่งหมอชิตเพื่อส่งปลายทางในซอยแจ้งวัฒนะ 14 โดยใช้เส้นทางถนนแจ้งวัฒนะขาออกในช่องทางเลนกลาง เมื่อรถวิ่งมาถึงจุดเกิดเหตุประมาณ 50 เมตร

อ่านต่อ

รองโฆษก ตร. เผย คนร้ายเสพยาจนคลุ้มคลั่ง ไม่ใช่เหตุกราดยิงแต่อย่างใด

รองโฆษก กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้การจับตามองสำหรับค่ำคืนที่ผ่านมา เมื่อมีชายคลุ้มคลั่งใช้อาวุธปืนกราดยิง ทว่าล่าสุด รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกมาชี้แจงแล้วว่า นี่เป็นการคลุ้มคลั่งจากอาการเมายา

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีสื่อสังคมออนไลน์ได้นำเสนอข่าวชายคลุ้มคลั่งใช้อาวุธปืนยิงบริเวณพื้นที่ ต.หนองโรง อ.หนองแค จ.สระบุรี เขตต่อเนื่อง กับ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ว่าได้รับรายงานจาก ภ.จว.สระบุรี ระบุเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 63 เวลาประมาณ 19.00 น. เกิดเหตุชายคลุ้มคลั่งใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้า เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเร่งไปตรวจสอบ

พบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายสมภพ แพสีเขียว อายุ 35 ปี โดยผู้ก่อเหตุได้เสพยาบ้าจนเกิดอาการคลุ้มคลั่งประสาทหลอน และได้ใช้อาวุธปืน ขนาด .45 ยิงกราดขึ้นฟ้า ในพื้นที่ ต.หนองโรง อ.หนองแค จ.สระบุรี เขตต่อเนื่อง ต.หนองเสือ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี และหลบหนีเข้าไปอยู่ในพื้นที่ ต.หนองโรง อ.หนองแค จ.สระบุรี โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองเสือ สภ.หนองแค และ พ.ต.อ.ศุภากรณ์ จันทาบุตร รอง ผบก.ภ.จ.สระบุรี เป็นผบ.เหตุการณ์ นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าปิดล้อม และติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุ

ต่อมาในวันที่ 25 มิถุนายน 63 เวลา 01.30 เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยร่วมปฏิบัติของ ภ.จ.สระบุรี และ ภ.จ.ปทุมธานี สามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

อ่านต่อ

 

ทะลุ 10 ล้านแน่! องค์การอ นามัยโลกฟันธงยอดติดเชื้อโควิด-19 ในสัปดาห์หน้า

องค์การอ นามัยโลก ฟันธงยอดติดเชื้อ โควิด-19 ทั่วโลก ทะลุ 10 ล้านรายในสัปดาห์หน้า พร้อมระบุว่า การระบาดในทวีปอเมริกายังไม่ถึงจุดสูงสุด โดยเฉพาะลาตินอเมริกาที่กลายเป็นจุดระบาดใหญ่ของโลกตอนนี้

ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก เทดรอส อัดนอม เกเบรเยซุส กล่าวเมื่อวันพุธว่า ยอดติดเชื้อโควิด-19 จะทะยานทะลุ 10 ล้านรายในสัปดาห์หน้าแน่นอน จากที่ตอนนี้ยอดติดเชื้ออยู่ที่ 9.3 ล้านราย และเสียชีวิตเกือบ 4.8 แสนคน ตามข้อมูลล่าสุดของมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอพกินส์ ในวันพุธ

ด้าน ดร.ไมค์ ไรอัน หัวหน้าโครงการฉุกเฉินของอนามัยโลก กล่าวว่า การระบาดใหญ่ของโควิด-19 ในทวีปอเมริกายังไม่ถึงจุดสูงสุด จากที่ตอนนี้หลายประเทศในทวีปอเมริกา มีผู้ติดเชื้อพุ่งสูงระดับ 25-50% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามรายงานของรอยเตอร์

บราซิล
ตอนนี้ลาตินอเมริกาถูกจับตาในฐานะพื้นที่ระบาดใหญ่ของโลก โดยบราซิลครองแชมป์ด้วยยอดติดเชื้อ 1.1 ล้านราย และเสียชีวิต 5.3 หมื่นคน และพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เกือบ 4 หมื่นคน และเสียชีวิต 1,300 คนในวันอังคารเพียงวันเดียว ขณะที่ประธานาธิบดีจาอีร์ โบลโซนาโร แห่งบราซิล ถูกศาลสั่งให้สวมหน้ากากหากอยู่ตามที่สาธารณะ ถ้าฝ่าฝืนเจอโทษปรับ 400 ดอลลาร์ต่อวัน

สหรัฐอเมริกา
ขยับมาที่อันดับ 1 ของโลกในแง่ผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโควิด-19 อย่างสหรัฐฯ ที่ยอดติดเชื้อกว่า 2.3 ล้านคน และเสียชีวิตกว่า 1.2 แสนคน เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านสาธารณสุขสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร ถึงสถานการณ์โควิด-19 ในสหรัฐฯ ว่า สหรัฐฯ กำลังพ่ายแพ้ให้กับโควิด-19

ขณะที่ นพ.แอนโธนี เฟาชี่ ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติสหรัฐฯ ที่ขึ้นให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการฯ ในวันอังคาร ยังเชื่อมั่นว่าเราอาจได้เห็นวัคซีนโควิด-19 เร็วที่สุดคือช่วงปลายปีนี้ แต่ย้ำว่าแม้จะมีวัคซีนเกิดขึ้น ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าวัคซีนจะได้ผลหรือสามารถป้องกันโรคได้ในระยะยาว

อ่านต่อ

ตำรวจส่งตัว “เด่น ดอกประดู่” ขึ้นรถออกจาก แม่สอด เช้ามา โผล่ที่วัดสมุทรปราการ

ตำรวจแม่สอดส่งตัว เด่น ดอกประดู่ ขึ้นรถกลับ กทม. ถึงหมอชิตตี 3 เช้ามา คนเจอเดินโซซัดโซเซอยู่แถวบางพลีใหญ่ สมุทรปราการ

เช้ามา เมื่อวันที่ (24 มิถุนายน 63) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก อ.แม่สอด จ.ตาก ว่า หลังจากที่ตลกอาวุโส เด่น ดอกประดู่ ขึ้นรถโดยสารที่หมอชิตของบริษัทขนส่ง มายังพื้นที่สถานีขนส่งผู้โดยสารแม่สอด ซึ่งมีประชาชนในพื้นที่แม่สอด จดจำได้ว่าเป็นตลกชื่อดังเลยเข้าไปสอบถามพูดคุย ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

ขณะที่นายณัฐพล ทวีไพบูลย์สกุล ผู้บันทึกคลิปเปิดเผยว่า เมื่อวานตอนเย็น ตนเองสังเกตเห็นแล้วจำก็ได้ จึงเข้าไปสอบถาม คุณเด่น ดอกประดู่ ว่าคุณเด่นจะไปไหน หลังจากนั้น คุณเด่น ได้เล่าว่า ถูกที่บ้านไล่ออกจากบ้าน เลยเดินทางมาที่หมอชิด นั่งรถของบริษัทขนส่งจำกัด สายกรุงเทพแม่สอด เริ่มออกจากขนส่งหมอชิด 08.00 น. ถึงแม่สอดเวลาประมาณ 17.00 น โดยประมาณ จนมาถึงแม่สอด ตอนนี้ไม่รู้จะไปไหน หลังจากนั้นตนก็รีบที่จะไปทำธุระอื่น จึงไม่ได้ติดตาม แต่ได้นำคลิปลงสื่อเพื่อป้องกันเรื่องร้ายที่จะเกิดขึ้นกับคุณเด่น

ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังสถานีผู้โดยสารอีกครั้ง เพื่อทำการติดตามข้อ ดังกล่าว บังเอิญได้พบกับ นายณัฐพล ทวีไพบูลย์สกุล ได้พาไปพบกับประชาสัมพันธ์ของบริษัทขนส่ง ได้ให้ข้อมูลว่า มีตำรวจ สภ.แม่สอด ได้นำ เด่น ดอกประดู่ ขึ้นรถโดยสาร บขส. รถออกจาก แม่สอด 19.00 น. ซึ่งมีกำหนดถึงสถานีขนส่งหมอชิต เวลา 03.00 น.

ในเวลาเดียวกัน นายณัฐพล ทวีไพบูลย์สกุล เปิดเผยว่า ส่วนตัวคิดว่าไม่น่ารีบนำคุณเด่นส่งกลับบ้านเร็วเกินไป เนื่องจากอายุมากแล้ว เดินทางมาเหนื่อยๆ ก็ต้องเดินทางกลับเลย รู้สึกเป็นห่วงมาก สมควรที่จะให้พักผ่อนสัก 1 คืน แล้วประสานญาติมารับตัวไป จะปลอดภัยกว่า แล้วรถบขส. ไปส่งถึงตี 3 คุณเด่นจะไปรอที่ไหน อาจหนีไปจังหวัดอื่นอีกก็ได้

อ่านต่อ